posted on 01 Jan 2009 13:58 by cyberblue
"อย่าขับรถเร็วเกินกว่าที่เทวดาประจำตัวของคุณ บินทันเป็นอันขาด"
"จงวางแผนล่วงหน้า : ฝนยังไม่ตกหรอกนะตอนโนอาห์สร้างเรือน่ะ"
"การแก้แค้นไม่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น เหมือนกับดื่มน้ำทะเลเวลาหิวน้ำนั่นแหล่ะ"
"ความหมายของความสุขขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณอยากให้มันเป็น"
"อย่ากลัวความฝันของคุณ : มันง่ายกว่าที่คิด"
"นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ทุก ๆ 4 คน จะมีคนหนึ่งที่สติเพี้ยนๆ ลองเช็คเพื่อนคุณอีก 3 คนสิ
ถ้าทุกคนปกติดี ก็คุณนั่นแหละ"
"แบ่งปันรอยยิ้มของคุณให้กับทุกคน แต่ให้เก็บจุมพิตให้กับคน ๆ เดียว"
"บางครั้งวิธีช่วยที่ดีที่สุดที่คุณทำได้ก็คือ ผลักเขาแรง ๆ (หมายถึงผลักดันให้เขาทำสิ่งที่ลังเลอยู่น่ะ)"
"น้ำตาจะให้คุณก็แค่ความเห็นอกเห็นใจ แต่เหงื่อจะทำให้คุณประสบความสำเร็จ"
"สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตนี้ไม่ใช่วัตถุ"
"มอบสองสิ่งให้กับลูกของคุณ อย่างหนึ่งคือรากฐานที่มั่นคง อีกอย่างก็คือปีกที่จะบินออกไปเอง"
"การออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับจิตใจก็คือการก้มลงแล้วช่วยคนอื่นให้ลุกขึ้น"
"คนๆ หนึ่งอาจทำอะไรผิดพลาดได้หลายอย่าง แต่มันจะกลายเป็นความพ่ายแพ้ไปจริง ๆ
เมื่อเขาเริ่มโยนความผิดไปให้คนอื่น"
"เพื่อนแท้คือคนที่เชื่อว่าคุณเป็นฟองไข่ที่สมบูรณ์ แม้ว่าจริง ๆ แล้วคุณจะมีรอยร้าวไปแล้วครึ่งหนึ่ง"
"นี่คือวิธีที่จะรู้ว่าหน้าที่ของคุณบนโลกใบนี้จบสิ้นแล้วหรือยัง ถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ มันก็ยังไม่จบ"
"ชีวิตเรียนรู้ได้จากการย้อนระลึกถึง แต่ชีวิตต้องก้าวไปข้างหน้า"
"การใช้ชีวิตอยู่บนโลกนั้นต้องเสียค่าใช้จ่ายแพงมาก แต่เราก็ได้เดินทางรอบดวงอาทิตย์ฟรี ๆ เป็นของแถม"
"ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่มนุษย์เราจะร่ำรวย ความผิดพลาดเกิดขึ้นเมื่อความร่ำรวยเริ่มครอบครองมนุษย์"
"เรารู้สึกดีที่มีความสำคัญ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือเป็นคนดี"
"มีแต่ปลาตายที่ลอยตามน้ำ"
"คุณค่าของคนๆ หนึ่ง บอกได้จากวิธีที่เขาปฏิบัติต่อคนที่เขาไม่ต้องการ"
"เงยหน้าขึ้นรับแสงตะวัน แล้วคุณจะไม่มีวันพบกับเงามืด"
"คนอ่อนแอเท่านั้นที่ให้อภัยใครไม่เป็น การให้อภัยเป็นคุณสมบัติของผู้เข้มแข็ง"
"คำว่า listen (ฟัง) นั้นใช้ตัวอักษรชุดเดียวกับคำว่า silent (เงียบ)"
"ไม่มีผู้โดยสารบนยานอวกาศที่ชื่อว่า "โลก" พวกเราทุกคนล้วนแต่เป็นลูกเรือทั้งสิ้น"
"ในโลกนี้ไม่มีคนแปลกหน้าสำหรับเรา มีแต่เพื่อนที่เรายังไม่ได้พบเท่านั้น"
"เด็ก ๆ ต้องการความรักมากที่สุด เมื่อพวกเขาทำตัวไม่น่ารัก"
posted on 26 Dec 2008 13:42 by cyberblue
วัยเด็ก
ตอนเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 3
ไมเคิลก็เริ่มมองหาประกาศนียบัตรรับรองการจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแล้ว
ซึ่งถ้ามีทางไหนที่จะทำให้เขาเรียนสำเร็จได้ด้วยความรวดเร็วและไม่ยากเกินไป
แล้ว เขาก็พร้อมที่จะทดลอง และการแลกเปลี่ยนเวลากว่า 9 ปี ไปกับข้อสอบง่าย
ๆ เพียงชุดเดียวทำให้เขาเกิดความสนใจเป็นอย่างมาก
เมื่อตอนที่ไมเคิล
อายุประมาณ 12 ปี
เขาได้รับบทเรียนสำคัญบทแรกที่ทำให้เขามองเห็นประโยชน์จากการส่งตรงแบบไม่
ผ่านคนกลาง โดยเปลี่ยนความสุขจากการสะสมแสตมป์ไปสู่สิ่งที่เรียกว่า
"โอกาสทางการค้า"
เขาเล็งเห็นว่านักจัดประมูลทำการประมูลก็เพื่อหวังค่าธรรมเนียม
ดังนั้นถ้าเขาอยากขายแสตมป์ ทำไมจะต้องยอมเสียเงินให้แก่นักจัดประมูล
สู้จัดเองไม่ดีกว่าหรือ สิ่งแรกที่เขาทำก็คือ
ชักชวนเพื่อนบ้านให้มาลงชื่อและฝากแสตมป์ที่ต้องการนำออกประมูลไว้กับเขา
หลังจากนั้นก็ลงโฆษณา "แสตมป์ของเดลล์" ในวารสารเกี่ยวกับการซื้อขายแสตมป์
สุดท้ายเขาสามารถทำเงินได้มากถึง 2,000 ดอลลาร์จากการขายในครั้งนี้
ไม่
นานหลังจากนั้น เมื่อไมเคิลอายุ 16 ปี
เขาเริ่มทำงานช่วงปิดเทอมโดยสมัครเป็นคนส่งหนังสือพิมพ์
และมองเห็นโอกาสดีที่ต้องฉวยเอาไว้ให้ได้อีกครั้งหนึ่ง
เมื่อเจ้าของหนังสือพิมพ์ส่งรายชื่อผู้ที่ขอติดตั้งโทรศัพท์ใหม่ในเมืองนั้น
ทั้งหมดให้กับคนขายทุกคน
และแนะนำให้โทรศัพท์ไปชักชวนให้มาเป็นสมาชิกหนังสือพิมพ์
เมื่อทำไปได้สักพัก เขาก็เริ่มมองเห็นรูปแบบบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใน
โดยพบว่ามีคนอยู่สองประเภทที่สมัครเป็นสมาชิกหนังสือพิมพ์คือ
คนที่เพิ่งแต่งงานและคนที่เพิ่งย้ายเข้าบ้านใหม่
ดังนั้นเขาจึงเก็บรวบรวมรายชื่อคนที่เพิ่งแต่งงานจากทางอำเภอซึ่งพวกเขาจะ
ต้องไปจดทะเบียน
และรายชื่อคนที่ยื่นเรื่องขอกู้เงินซื้อบ้านจากบริษัทแห่งหนึ่ง
จากนั้นก็เขียนจดหมายส่วนตัวถึงคนเหล่านี้ขอให้สมัครเป็นสมาชิกหนังสือพิมพ์
ภายในเวลาไม่นาน ยอดสมัครหนังสือพิมพ์ของไมเคิลก็เพิ่มขึ้นเป็นพัน ๆ คน
ใน
ปี 2523 ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
ไมเคิลซื้อเครื่องแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของเขาและจับแยกออกเป็นชิ้น
ๆ ทันที ด้วยความอยากรู้ว่าชิ้นส่วนต่าง ๆ
แต่ละชิ้นถูกออกแบบและผลิตมาได้อย่างไร
และจากการติดตั้งกระดานข่าวเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเปรียบเทียบราคา
เครื่องกับเพื่อน ๆ ที่สนใจคอมพิวเตอร์
ซึ่งทำให้เขาพบว่าช่องว่างระหว่างราคาที่แท้จริงและราคาขายปลีกต่างกันมาก
เหลือเกิน
โดยปกติเครื่องไอบีเอ็ม พีซี จะขายในราคาประมาณ 3,000
ดอลลาร์ แต่สามารถซื้อส่วนประกอบต่าง ๆ มาประกอบเองได้ในราคาเพียง 600-700
ดอลลาร์เท่านั้น และคนที่ขายเครื่องส่วนใหญ่ก็ไม่มีความรู้ด้านนี้มาก่อน
ร้านเหล่านี้ซื้อเครื่องมาในราคาประมาณ 2,000 ดอลลาร์และขายออกไปในราคา
3,000 ดอลลาร์ โดยแทบไม่มีบริการใด ๆ ให้เลย
ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างมากในความคิดของไมเคิล
และนี่คือโอกาสที่เขาจะต้องฉวยมาให้ได้อีกครั้ง
ในปี 2526
เมื่อไมเคิลอายุ 18 ปี
เขาเริ่มธุรกิจของตัวเองที่ให้ผลตอบแทนอย่างงามตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาชั้น
ปีที่ 1 ที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน
โดยใช้หอพักของมหาวิทยาลัยเป็นที่ทำงาน
ด้วยการขายเครื่องคอมพิวเตอร์เลียนแบบไอบีเอ็ม พีซี
ที่ประกอบเองและมีอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆ ที่จำเป็น
เขาไม่ได้เข้าเรียนจนกระทั่งการเรียนตกต่ำอย่างมาก พ่อของไมเคิลจึงถามว่า
"พูดกันตรง ๆ ลูกอยากทำอะไรในชีวิตนี้" เขาตอบอย่างไม่ลังเลว่า
"ผมอยากแข่งกับไอบีเอ็มครับ"
ถึงแม้เขายังไม่รู้รายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับธุรกิจนี้
แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้แน่นอนก็คือ
เขาต้องการสร้างคอมพิวเตอร์ที่ดีกว่าไอบีเอ็ม
ให้คุณค่าและการบริการที่ดีกว่าด้วยการส่งตรง
และต้องเป็นอันดับหนึ่งในธุรกิจด้านนี้ให้ได้
การก่อตั้งธุรกิจ
กำเนิดการส่งตรง
2
มกราคม 2527 ไมเคิลจดทะเบียนบริษัทด้วยชื่อ PC Limited
ซึ่งสามารถขายได้ประมาณ 50,000-80,000
ดอลลาร์ต่อเดือนจากการขายให้คนในท้องที่ใกล้ ๆ
และในปลายปีนั้นเองเขาก็จดทะเบียนบริษัทใหม่ชื่อ เดลล์ คอมพิวเตอร์
ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 1,000 ดอลลาร์
ซึ่งต่อมาในเดือนพฤษภาคมไมเคิลก็ได้ลาออกจากการเรียนเมื่อเรียนจบชั้นปีที่
1
ตั้งแต่เด็กแล้วที่เขาใฝ่ฝันที่จะหาทางกำจัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น
ออกไป
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะก่อตั้งบริษัทเพื่อทำธุรกิจโดยมีพื้นฐานอยู่
ที่การขายโดยไม่ผ่านคนกลาง บริษัทเดลล์ขายคอมพิวเตอร์ให้กับลูกค้าโดยตรง
ติดต่อกับผู้จัดส่งชิ้นส่วนโดยตรง และประสานงานกับพนักงานโดยตรงเช่นกัน
ทั้งหมดทำโดยปราศจากขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและไม่มีประสิทธิภาพคั่นอยู่ตรงกลาง
เลยแม้แต่น้อย ไมเคิลเรียกสิ่งนี้ว่า "ต้นแบบตรง (Direct Model)"
และใช้คำว่า "ตรงสู่จุดสูงสุด (Direct to the top)"
เป็นคำขวัญประจำบริษัทเดลล์ โดยมีกลยุทธ์การแข่งขันคือ
"เข้าตลาด
อย่างรวดเร็ว ให้บริการที่เหนือกว่า
มุ่งมั่นพัฒนาสินค้าที่ดีที่สุดให้ลูกค้า
เปิดโอกาสให้ลูกค้าสั่งประกอบเครื่องคุณภาพสูงด้วยตนเอง
จัดหาเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดให้ลูกค้า
และเข้าสู่อินเทอร์เน็ตตั้งแต่ตอนเริ่มต้น"
ดิ้นรนเพื่อเติบโต
ใน
ช่วงแรกของการก่อตั้งบริษัท
ถือได้ว่าเดลล์ยังเป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงสูงอยู่
ดังนั้นเขาจึงเจาะจงเลือกจ้างพนักงานที่ชอบความท้าทายและทำงานได้หลายอย่าง
ในเวลาเดียวกัน ไมเคิลรู้ดีว่าถ้าจ้างพวกคนเก่ง ๆ ไว้ พวกเขาก็จะนำคนเก่ง
ๆ เข้ามาอีก
เมื่อธุรกิจเดินหน้าไปได้สวย
บริษัทเดลล์จึงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
เพียงหนึ่งเดือนหลังจากย้ายเข้ามาอยู่ในสำนักงานแห่งใหม่
ก็ต้องย้ายออกไปอยู่ที่ใหม่ซึ่งมีพื้นที่กว่า 2,350 ตารางฟุตแทน
แต่บริษัทก็ยังเติบโตต่อไปเรื่อย ๆ จนต้องย้ายไปอยู่ที่ใหม่อีกครั้ง
คราวนี้ใช้พื้นที่กว่า 7,200 ตารางฟุต
หกเดือนหลังจากนั้นก็ต้องย้ายอีกครั้ง
คราวนี้บริษัทเติบโตเกินกว่าที่ชุมสายโทรศัพท์ อุปกรณ์สำนักงาน
และโครงสร้างขององค์กรจะรับมือไหว ในที่สุดเมื่อปี 2528
เดลล์ก็ก้าวกระโดดไปอยู่ในสำนักงานที่มีพื้นที่ขนาด 30,000 ตารางฟุต
ซึ่งใหญ่พอ ๆ กับสนามฟุตบอล แต่เพียงแค่ 2 ปีหลังจากนั้นก็ต้องย้ายอีกครั้ง
ใน
ปี 2529 เดลล์ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งด้วยการจ้าง ลี วอล์กเกอร์
มาเป็นประธานบริษัท ซึ่งมีส่วนสำคัญในการหาเงินทุนจำนวนมากสำหรับขยายงาน
และกำหนดรูปแบบคณะกรรมการบริษัทเมื่อบริษัทกลายเป็นบริษัทมหาชนในปี 2531
เนื่อง
จากเดลล์พูดคุยกับลูกค้าตลอดเวลา ทำให้รู้ดีว่าลูกค้าต้องการอะไร
ซึ่งนี่คือสิ่งจำเป็นสำหรับบริษัทที่มีธุรกิจบนพื้นฐานความต้องการของลูกค้า
อย่างเดลล์ ตั้งแต่การออกแบบ เข้าสู่กระบวนการผลิต และไปจนถึงออกจำหน่าย
ทั้งหมดล้วนอยู่บนพื้นฐานความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ
เดลล์พบปะลูกค้าทั้งทางโทรศัพท์ แบบตัวต่อตัว
ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องของสินค้า การให้บริการ
และความต้องการในอนาคตผ่านอินเตอร์เน็ต
ขณะที่บริษัทอื่น ๆ
ต้องเตรียมผลิตสินค้าให้พร้อมสำหรับการขายปลีก
แต่เดลล์ประกอบเครื่องเฉพาะที่ลูกค้าสั่งซื้อ
ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีสินค้าคงคลังขนาดใหญ่เพื่อเก็บสินค้า
และเนื่องจากไม่ได้ขายผ่านคนอื่น
ดังนั้นจึงสามารถขายคอมพิวเตอร์รุ่นที่ดีกว่า ในราคาถูกกว่าบริษัทอื่นมาก
นอกจากนี้เดลล์ยังให้ความสำคัญกับลูกค้าเฉพาะกลุ่มอีกด้วย
เพราะรู้ดีว่าวิธีขายให้บริษัทขนาดใหญ่แตกต่างจากการขายแบบทั่วไป
ดังนั้นเดลล์จึงจ้างพนักงานขายที่มีประสบการณ์การขายโดยเฉพาะสำหรับบริษัท
ขนาดใหญ่ หน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษา บริษัทขนาดเล็ก และลูกค้ารายบุคคล
คุณภาพ
เป็นอีกปัจจัยที่สามารถสร้างความแตกต่างได้
ดังนั้นเดลล์จึงเน้นออกแบบเครื่องให้ทำงานร่วมกับไอบีเอ็มได้
และเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพสูงสุดด้วยการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้
ผลิตชิ้นส่วน และแนะนำให้พวกเขาพัฒนาอุปกรณ์ให้มีคุณภาพดีมากขึ้นเรื่อย ๆ
จุดแข็งสามประการที่ทำให้บริษัทเดลล์ได้เปรียบคู่แข่งคือ
1. สามารถผลิตสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า โดยทำงานได้เหมือนกับไอบีเอ็ม พีซี
2.
ใช้การตลาดแบบส่งตรง ทำให้บริษัทมีข้อได้เปรียบคู่แข่ง
เพราะสามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากกว่า
นอกจากนี้ยังสามารถกำจัดส่วนต่าง 25-45%
ที่ต้องจ่ายให้กับตัวแทนจำหน่ายออกไป
3.
สามารถรักษาความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าได้เป็นอย่างดี
ถึงแม้จะไม่มีเงินทุนมากนัก แต่ก็ไม่มีสินค้าสำเร็จรูปเหลือเก็บเช่นกัน
เพราะผลิตตามคำสั่งซื้อจากลูกค้า ไม่ใช่จากการคาดการณ์ของตัวแทนจำหน่าย
เรียนรู้ด้วยความยากลำบาก
ปัญหา
แรกที่เดลล์ต้องเผชิญในปี 2532 คือ การมีชิ้นส่วนที่เป็นวัตถุดิบมากเกินไป
เนื่องจากเดลล์ชอบซื้อชิ้นส่วนต่าง ๆ เช่น หน่วยความจำ
ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้มาเก็บไว้ในคลังสินค้า
เพื่อรับมือกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา แทนที่จะซื้อเท่าที่ต้องการ
เมื่อมีของล้นคลัง
สิ่งเดียวที่ต้องทำก็คือการโละออกไปให้หมดแม้ว่าจะขาดทุนก็ตาม
ทำให้รายได้ในไตรมาสที่หนึ่งเหลือเพียง 1% ต่อหุ้นเท่านั้น
จากเหตุการณ์ครั้งนี้เดลล์จึงให้ความสำคัญกับเรื่องการบริหารสต๊อกชิ้นส่วน
เป็นอันดับแรกจากที่เคยให้เป็นอันดับท้าย
และหาทางสร้างระบบการสื่อสารแบบใหม่ที่รวดเร็วและคาดการณ์ล่วงหน้าได้
วิกฤต
ครั้งต่อไปถือเป็นความผิดพลาดเนื่องจากให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากเกินไป
แทนที่จะผลิตสินค้าที่มีเทคโนโลยีตรงกับความต้องการของลูกค้า
โดยเดลล์ได้วางแผนที่จะผลิตคอมพิวเตอร์ตระกูลใหม่ชื่อ "โอลิมปิก"
ซึ่งมีเทคโนโลยีแบบครอบจักรวาล แต่สิ่งที่เดลล์ไม่ได้คิดเลยก็คือ
เทคโนโลยีที่เฉียบขาดแบบนี้เป็นสิ่งสุดท้ายที่ลูกค้าต้องการ
ประสบการณ์จากโครงการโอลิมปิกทำให้เดลล์ต้องหันกลับมาทบทวนเกี่ยวกับงาน
วิจัยและการค้นคว้าใหม่ จากเดิมที่คิดกันว่า "สร้างขึ้นก่อน
คนซื้อตามมาทีหลัง"
เปลี่ยนเป็นออกแบบบนพื้นฐานความต้องการของลูกค้าเป็นอันดับแรกแทน
หลัง
จากได้ละเมิดกฎทอง 2 จาก 3 ข้อของบริษัท คือ หนึ่ง
ต้องไม่มีสินค้าเหลือในคลัง และสอง รับฟังความต้องการของลูกค้า
เดลล์ก็ได้ละเมิดกฎทองข้อที่สาม "ห้ามขายแบบที่ไม่ใช่การขายตรง"
แทนที่จะยึดมั่นอยู่กับสิ่งที่ทำอยู่เดิม
เดลล์กลับทำตามสิ่งที่คนอื่นบอกเพื่อทดลองหาหนทางใหม่ ๆ
โดยเริ่มขายคอมพิวเตอร์ผ่านทางร้านขายปลีก
ซึ่งไมเคิลและเดลล์ต้องใช้เวลากว่า 3 ปี
กว่าจะสามารถกลับมาชื่นชมกับระบบส่งตรงได้อีกครั้ง ทั้ง ๆ
ที่รู้อยู่เต็มอกว่าระบบส่งตรงทำให้เดลล์แตกต่างจากคู่แข่งรายอื่น ๆ ก็ตาม
มองหาจุดยืน
เหมือน
กับบริษัทอื่น ๆ เดลล์ให้ความสนใจตัวเลขบัญชีกำไรและขาดทุนเป็นพิเศษ
แต่ไม่ค่อยพูดถึงเรื่องกระแสเงินสดมากนัก
นอกจากนี้เดลล์ยังไม่เข้าใจระบบเศรษฐกิจของธุรกิจนี้เลยแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นหรือระยะยาว ประกอบกับไม่มีระบบตรวจสอบที่ดีพอ
ทำให้ใช้เงินสดไปมากขณะที่กำไรเริ่มลดน้อยลง
สินค้าสำเร็จรูปและยอดลูกหนี้ก็เพิ่มมากขึ้นทุกวัน
อย่างไรก็ตามไมเคิลไม่ปฏิเสธความจริงว่ามีปัญหา
ทำให้มองเห็นต้นตอของปัญหาได้ชัดเจนและหาทางแก้ไขโดยเร็วเหมือนกับการจัดการ
กับโครงการโอลิมปิกและปัญหาอื่น ๆ ที่ผ่านมา
เดลล์คุ้นเคยกับการทำ
งานภายใต้สันนิษฐานว่า บริษัทต้องเติบโตเร็วกว่าการเติบโตของตลาด
และต้องทำกำไรให้ได้ 5% อย่างสม่ำเสมอ
มาถึงตอนนี้เดลล์เริ่มรู้แล้วว่าลำดับความสำคัญได้เปลี่ยนไปแล้ว
โดยต้องทำให้การเติบโตช้าลงแต่สม่ำเสมอและมีเงินสดเหลือตลอดเวลาแทน
สำหรับเดลล์แล้วต่อไปนี้เป้าหมายหลักของบริษัทก็คือ "มีเงิน มีกำไร
และเติบโต"
เดลล์เข้าไปในตลาดโน้ตบุ๊คตั้งแต่ปี 2531
และเป็นผู้ผลิตโน้ตบุ๊ครายแรกที่ใช้ไมโครโปรเซสเซอร์จากอินเทล 486
พร้อมกับจอภาพสี ซึ่งมีขนาดบางและเบาที่สุด
อีกทั้งยังมีโน้ตบุ๊คขนาดเล็กเป็นพิเศษอีกด้วย แต่ยิ่งออกแบบซับซ้อนเท่าใด
ยิ่งทำให้นำเครื่องออกสู่ตลาดได้ช้าเกินไปเท่านั้น
เพราะเสียเวลาแก้ไขแบบนานเกินไป ปัญหาแรกที่พบก็คือวิธีการออกแบบเครื่อง
เนื่องจากพื้นฐานการออกแบบเครื่องโน้ตบุ๊คของเดลล์จะเหมือนกับการออกแบบ
เครื่องพีซีแบบตั้งโต็ะ ที่จะพยายามใส่ทุกอย่างที่เป็นไปได้เข้าไป
ซึ่งไม่ใช่วิธีการออกแบบเครื่องโน้ตบุ๊คที่ถูกต้อง
ในเดือนเมษายน
2536 เดลล์ได้จ้าง จอห์น เมดิกา
ซึ่งเคยทำงานแผนกพัฒนาโน้ตบุ๊คที่บริษัทแอปเปิ้ลมาก่อนให้เป็นผู้รับผิดชอบ
แผนกโน้ตบุ๊ค จากสายการผลิตทั้งหมดจอห์นพบว่า
มีเพียงการออกแบบเครื่องโน้ตบุ๊ครุ่น Latitude XP
รุ่นเดียวที่สามารถผลิตได้จริง
ซึ่งจอห์นได้แนะนำให้ยกเลิกเครื่องที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาหลายรุ่น
และให้ความสนใจกับส่วนที่เหลืออยู่แทน
กุญแจสำคัญประการหนึ่งที่ทำ
ให้โน้ตบุ๊ครุ่น Latitude XP
โดดเด่นเหนือใครอยู่ตรงที่แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออน
ซึ่งสามารถทำงานได้นานกว่าเป็นสองเท่าของแบตเตอรี่แบบเดิมที่ใช้งานได้อย่าง
มากไม่เกินสองชั่วโมง
ความต้องการเครื่องรุ่นนี้ทำให้ยอดขายโน้ตบุ๊คที่เคยมีประมาณ 2%
ของรายได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2538 พุ่งขึ้นเป็น 14%
ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2538
มีบางคนพูดว่า
ความแตกต่างระหว่างบริษัทเดลล์กับบริษัทอื่นก็คือ
ขณะที่เกือบทุกบริษัทล้วนแต่ทำผิดพลาดกันทั้งนั้น
มีเพียงเดลล์เท่านั้นที่ไม่ยอมทำผิดซ้ำสอง
ไมเคิลคิดว่าความผิดพลาดเป็นโอกาส กุญแจสำคัญก็คือ
ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดมากที่สุดเพื่อที่จะไม่ต้องทำผิดซ้ำอีก
สนใจเฉพาะที่เชี่ยวชาญ
ปัญหา
ไม่ได้อยู่ที่ว่า มียอดขายตกต่ำลงหรือลูกค้าไม่สนใจซื้อเครื่อง
แต่ในทางตรงกันข้ามปัญหาของเดลล์ก็คือ
การพยายามไขว่คว้าโอกาสที่มีอยู่มากเกินไป
เพราะนอกจากไม่จำเป็นต้องกระโดดเข้าหาทุกเรื่องแล้ว
เพื่อประโยชน์ในระยะยาว บางครั้งก็ไม่ควรทำบางสิ่งบางอย่างอีกด้วย
ไม
เคิลต้องการให้บริษัทเติบโตต่อไปแต่ต้องเป็นการโตอย่างรอบคอบ
โดยให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับด้านความคิดสร้างสรรค์หยุดคิดสิ่งใหม่ ๆ
แล้วมุ่งความสนใจไปทำสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น
และใช้งานให้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุดแทน เดลล์พิถีพิถันกับแนวคิดใหม่ ๆ
มากขึ้น โดยจะมีการพิจารณาเปรียบเทียบกับสิ่งที่มีอยู่
เพื่อดูว่าอย่างไหนที่จะเกิดประโยชน์กับลูกค้ามากที่สุด
ด้วยความ
พยายามที่จะทำตามมาตรการกำไร-ขาดทุน เดลล์ได้แบ่งบริษัทออกเป็นส่วน ๆ
ทำให้สามารถออกมาตรการตรวจสอบที่วัดได้ว่า
ธุรกิจส่วนไหนที่ประสบความสำเร็จ และส่วนไหนที่ไม่ประสบความสำเร็จ
ทำให้สามารถเปรียบเทียบกลุ่มหนึ่งกับอีกกลุ่มหนึ่งได้
ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพ โอกาส อัตราการเติบโต
และเมื่อรู้ว่ากลุ่มไหนที่ไม่ทำเงินก็จะทำการศึกษาเพื่อหาทางปรับปรุงให้ดี
ขึ้น ถ้ายังไม่ได้ผลอีกก็จะปิดกลุ่มนั้นไปทันที
เหมือนกับบริษัททั่ว
ไป พื้นฐานการทำงานของเดลล์แยกออกเป็นแผนก ๆ เช่น แผนกพัฒนาผลิตภัณฑ์
แผนกการเงิน แผนกขายและการตลาด และแผนกผลิต เป็นต้น
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือแต่ละแผนกพยายามที่จะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
จนแทบจะเป็นอิสระไม่ขึ้นกับแผนกอื่นของบริษัทอีกต่อไป
เมื่อเป็นอย่างนี้ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการทำงานเป็นทีม
ในเดือน
พฤษภาคม 2537 ไมเคิลจึงได้จ้าง มอร์ต ทอปเฟอร์
ให้มาทำงานที่เดลล์ในฐานะรองประธานบริษัทเพื่อมาแก้ไขปัญหาดังกล่าว
เขาเคยเป็นรองประธานบริษัทโมโตโรล่า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ
เขามีประสบการณ์ในการเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานแบบแผนกไปสู่การทำงานแบบผังรวม
มาก่อน โดยไมเคิลจะดูแลในเรื่องผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี
และกลยุทธ์โดยรวมของบริษัท ขณะที่มอร์ตดูแลเรื่องของการทำงาน การขาย
และการตลาด
มอร์ตได้ชี้ให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำงานอย่างมี
ระเบียบและวางแผนมากขึ้น เขาทำให้เดลล์รู้ว่า
แผนงานไม่ได้กำหนดเฉพาะรายไตรมาสเท่านั้น แต่ต้องดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ
และไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะภายในบริษัทเท่านั้น
แต่เกี่ยวข้องกับทุกส่วนตั้งแต่ผู้ค้าส่ง ลูกค้า ไปจนถึงพนักงาน
ซึ่งกุญแจสำคัญต่อความสำเร็จของการวางแผนก็คือ
แผนนั้นต้องท้าทายแต่ทำได้จริง และจะต้องมีข้อมูลที่ดี
ยิ่งมีข้อมูลที่วิเคราะห์ได้จากบริษัทและธุรกิจอื่นที่แตกต่างมากเท่าไร
ยิ่งทำให้มีโอกาสเพิ่มความแข็งแกร่งและปรับปรุงให้ดีขึ้นมากเท่านั้น
เติบโตอย่างมั่นคง
ใน
ช่วงต้นปี 2533
เดลล์มีวิธีแนะนำสินค้าออกสู่ตลาดมากมายหลายวิธีซึ่งวิธีเหล่านี้ใช้ได้ดี
ขณะที่บริษัทยังเล็กอยู่ แต่เมื่อบริษัทใหญ่ขึ้น มีสินค้าหลากหลายมากขึ้น
เดลล์จำเป็นจะต้องมีขั้นตอนมาตรฐานสำหรับใช้ในการนำสินค้าออกสู่ตลาด
ดังนั้นเดลล์จึงจ้างบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการจัดกระบวนการพัฒนาสินค้า
สำหรับบริษัทที่มีขนาดใหญ่มาโดยเฉพาะ
เพื่อสร้างขั้นตอนเฉพาะที่เหมาะสมกับเดลล์มากที่สุด
กระบวนการแบบใหม่จะทำให้เกิดการใช้ภาษาและข้อตกลงแบบเดียวกันทั้งองค์กร
เกี่ยวกับว่า จะพัฒนาสินค้าและแนะนำออกสู่ตลาดได้อย่างไร
นอกจากนี้
เดลล์ยังนำระบบการรายงานแบบคู่และการบริหารงานแบบเมตริกซ์มาใช้
ซึ่งเป็นระบบที่มีทั้งการกำกับ ตรวจสอบ และรับผิดชอบร่วมกัน
ทำให้ต้องมีการทำงานร่วมกันมากขึ้น
อีกทั้งยังทำให้เกิดการแบ่งปันความคิดเห็นและมุมมองที่แตกต่างกันไปทั่วทั้ง
บริษัทอีกด้วย
โดยทั่วไปบริษัทต่าง ๆ จะแบ่งแผนกตามชนิดของสินค้า
แต่เดลล์แยกแผนกตามชนิดของลูกค้า
เดลล์เชื่อว่าความต้องการของลูกค้าเป็นตัวกำหนดได้ดีว่า
ควรพัฒนาสินค้าตัวไหนเพื่อให้ตรงกับที่ลูกค้าต้องการ
และเนื่องจากเดลล์ส่งตรงไปที่ลูกค้า
การเข้าใจความต้องการของลูกค้าทำให้ตอบสนองได้ดีกว่า
ด้วยความคิดที่จะใช้โอกาสที่มีให้ได้มากที่สุด ทำให้เดลล์ต้องแบ่งแผนกต่าง
ๆ ออกเป็นธุรกิจย่อยหลายหน่วย แต่ละหน่วยจะมีฝ่ายขาย ฝ่ายบริการ
ฝ่ายการเงิน ฝ่ายเทคโนโลยี ฝ่ายสนับสนุนด้านเทคนิค
และฝ่ายผลิตเป็นของตนเอง ซึ่งใช้ได้ผลดีมาก
ทำให้สามารถตอบสนองลูกค้าได้ใกล้ชิดมากขึ้นและทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง
เดลล์กับลูกค้าเป็นไปได้ด้วยดี
เดลล์มีหน่วยงานที่เชี่ยวชาญความต้องการเฉพาะกลุ่มหลายหน่วย
เมื่อบริษัทโตขึ้น เดลล์ได้แบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็นลูกค้าขนาดใหญ่
ลูกค้าขนาดกลาง สถาบันการศึกษาและหน่วยงานรัฐบาล บริษัทขนาดเล็ก
และลูกค้าทั่วไป
นอกจากการแบ่งกลุ่มย่อย
และถอนตัวออกจากธุรกิจขายปลีกแล้ว
เดลล์ยังเสริมจุดแข็งที่มีอยู่ให้แข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก
ในการทบทวนรูปแบบส่งตรงครั้งใหม่เดลล์พบว่า
การบริหารสินค้าคงคลังไม่เพียงเป็นหัวใจของความแข็งแกร่งเท่านั้น
แต่ยังเปิดโอกาสดีอีกมากมายที่คู่แข่งยังไม่เคยพบมาก่อนอีกด้วย
เนื่องจากเดลล์ผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า
ทำให้ไม่มีสินค้าสำเร็จรูปเหลือในแต่ละวัน
เดลล์ปรับระบบให้ผู้ส่งชิ้นส่วนส่งเฉพาะชิ้นส่วนที่ต้องการ
ทำให้จำนวนวัตถุดิบที่ต้องเก็บไว้ลดน้อยลงมากอันทำให้ส่งสินค้าให้ลูกค้าได้
รวดเร็วมากขึ้น ลูกค้าจึงมีความสุขมากขึ้น
และความสามารถในการแข่งขันของเดลล์ก็ดีขึ้น ที่สำคัญก็คือ
ระบบนี้ทำให้สามารถส่งเครื่องที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุดให้ลูกค้าได้เร็วกว่าคู่
แข่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องมีคุณภาพของข่าวสารข้อมูลที่ดีด้วย
ในปี
2538 เดลล์ต้องเผชิญกับสถานการณ์ชนิดที่ว่าถ้าไม่โตก็ต้องตายอีกครั้งหนึ่ง
บริษัทส่วนใหญ่มีแนวโน้มรวมตัวกันมากขึ้น
และเดลล์ต้องเผชิญกับการท้าทายครั้งใหม่ที่ต้องขยายตราสินค้าให้มากขึ้น
โดยต้องไม่จำกัดอยู่ที่เครื่องแบบตั้งโต๊ะและโน้ตบุ๊ค
ซึ่งก้าวต่อไปของเดลล์คือ เซิร์ฟเวอร์
การเข้าไปในตลาดเซิร์ฟเวอร์ไม่เพียงแต่เป็นโอกาสที่ดีอย่างเดียว
แต่ยังเป็นความจำเป็นทางด้านการแข่งขันด้วย
เนื่องจากคู่แข่งรายใหญ่ของเดลล์คือ คอมแพ็ค ไอบีเอ็ม และฮิวเล็ตต์
แพ็กการ์ด
ใช้กลยุทธ์การนำกำไรจำนวนมากที่ได้จากการขายเซิร์ฟเวอร์ไปชดเชยการขาดทุนที่
เกิดจากการขายเครื่องแบบอื่น ๆ ดังนั้นถ้าเดลล์ไม่เข้าไปในตลาดเซิร์ฟเวอร์
เดลล์จะถูกโจมตีจากคู่แข่งในตลาดเครื่องแบบตั้งโต๊ะและโน้ตบุ๊คได้
posted on 21 Dec 2008 02:11 by cyberblue
จอย (นามสมมติ) มนุษย์เงินเดือนของบริษัทขนาดกลางแห่งหนึ่ง
มีรายได้ต่อเดือนจากวุฒิประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง 5,000 บาท
ระหว่างทำงานจอยจึงเรียนต่อระดับปริญญาตรีไปด้วย
เพื่อหวังจะได้ปรับเงินเดือนให้อยู่ในระดับสูงขึ้น
และดำเนินชีวิตให้รอดได้อย่างสบายขึ้นในยุคเศรษฐกิจถดถอย ...
ระหว่าง
ยังไม่จบปริญญาตรี จอยไม่เคยได้รับการปรับเงินเดือนหรือโบนัส
เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในที่ทำงานเดียวกัน
เพราะบริษัทอ้างว่ากำไรน้อยให้ช่วยๆ กัน ครั้นพอจบปริญญาตรี
จอยหวังจะได้รับการปรับเงินเดือนเทียบเท่าพนักงานระดับปริญญาตรีคนอื่นๆ
อย่างน้อยก็น่าจะได้ขึ้นเงินเดือนระหว่าง 1,000-2,000 บาท แต่ปรากฏว่า
บริษัทปรับเงินเดือนให้จอยเพียง 500 บาท
จอยรู้สึกผิดหวัง เสียใจ
ที่สำคัญคือ ทั้งครอบครัวก็คงต้องกระเบียดกระเสียรกันต่อไป เงินเดือนขึ้น
500 บาท แทบจะสลายไปกับสายลม ไหนจะค่ามอเตอร์ไซค์ออกจากซอยบ้าน
ค่ารถประจำทาง 2 ต่อ (แม้จะเป็นเส้นทางสั้นๆ แต่ไม่มีสายตรง)
ไหนจะต้องนั่งรถเข้าไปในซอยที่ทำงานอีกล่ะ นี่ยังไม่รวมค่าเช่าบ้าน
ค่าข้าวปลาอาหารการกินที่แพงขึ้นทุกวัน และค่าอื่นๆ อีกมากมาย
ทางเลือก-ทางรอดของจอย (และคนแบบจอย) มีอะไรบ้าง?
หารายได้เสริม
แทน
ที่จะตัดสินปัญหาด้วยอารมณ์ อย่างการ “ลาออก” หรือ “อู้งาน”
เพื่อแสดงการต่อต้านบริษัทที่ไม่ยอมขึ้นเงินเดือนและค่าครองชีพให้อย่าง
เหมาะสม จอยอาจจะเลือก “รักษา” สภาพการเป็นลูกจ้างในบริษัทเดิมเอาไว้
อย่างน้อยก็ยังได้เงินเดือนทุกเดือน และมีสวัสดิการสังคม
แต่อาจจะลองมองหาอาชีพที่ 2 (หรือ 3 ถ้าทำได้)
เพื่อที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นสำหรับค่าใช้จ่ายที่ทวีตัวในครัวเรือน
อาชีพ
เสริมอย่าให้เป็นแค่ความคิด เพราะจะเป็น “ตัวช่วย”
ที่เห็นผลจริงสำหรับหลายๆ คน โดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อย
และต้องการจะอยู่รอดให้ได้ในยุคที่สินค้าราคาแพง ค่าครองชีพถีบตัวสูงลิ่วๆ
คนอเมริกันกว่า 7 ล้านคน ล้วนมีอาชีพที่ 2
เพราะฉะนั้นนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นสิ่งที่ทำได้จริง
ลองดูว่าคุณมีศักยภาพจะทำอาชีพเสริมที่น่าสนใจเหล่านี้หรือไม่?
ติวเตอร์/สอนหนังสือ
รับเลี้ยงเด็ก
ออกแบบจัดสวน และอื่นๆ
ขายเสื้อผ้า
ช่าง
นักร้อง/นักดนตรี
พนักงานเสิร์ฟ
ส่งพิซซา
รับเลี้ยงสัตว์
รับภาระจดเก็บ/ชำระค่าสาธารณูปโภค
พนักงานอัพเดตเว็บ
ขายของในอีเบย์
Tips
-
ก่อนอื่นต้องรู้กฎระเบียบของบริษัทตัวเองว่า
มีนโยบายเกี่ยวกับการให้ทำอาชีพเสริมอย่างไรบ้าง บางบริษัทอาจเปิดเสรี
แต่ก็มีหลายแห่งที่ห้ามทำอย่างเด็ดขาด หรือห้ามไปรับจ๊อบในธุรกิจเดียวกัน
ถามแผนกเอชอาร์ให้แน่ใจ
- ที่สำคัญมากๆ
คุณต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่า เวลาในการทำงานหลักควรอยู่ตรงไหน
ตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง (แน่ล่ะ ไม่ควรนำงานจ๊อบมาทำในเวลางานหลัก
หรือมาสายเพราะมัวแต่ทำจ๊อบ) และคุณต้องมีความรับผิดชอบอะไรบ้าง
-
อย่าให้ “งาน” และ “เงิน” เป็นเจ้าชีวิตคุณ
การยึดอาชีพเสริมด้วยการทำงานล่วงเวลาเป็นครั้งเป็นคราว เช่น 3
ครั้งต่อสัปดาห์ อาจจะโอเค
แต่ไม่ใช่ว่าทำงานเสริมเกินเวลาทุกวันโดยไม่มีเวลาพัก
ไม่หลับไม่นอนให้เพียงพอ คราวนี้ละก็...ทั้งงานหลัก ทั้งงานเสริม
คงต้องบอกศาลากับคุณแน่
ทำงานที่บ้าน
จอยอาจจะเหมือนกับ
อีกหลายรายที่หุนหันพลันแล่น เลือกที่จะเดินหันหลังให้งานที่ทำอยู่
เมื่อรู้สึกว่าหักลบกลบหนี้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางออกจากบ้านแต่ละวันแล้ว
ช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
การทำงานอยู่กับบ้านก็มีข้อดีที่จะ
ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และค่าอาหารที่ต้องซื้อนอกบ้าน
ซึ่งอาจจะราคาสูงกว่าซื้อหามาทำกินเอง ที่สำคัญคือ การได้เป็นนายของตัวเอง
สามารถจะเลือกได้ว่าจะเริ่มทำงานตอนไหน ทำอะไรก่อนหลัง แต่อีกด้านหนึ่ง
การเป็นนายตัวกลับไปทำงานที่บ้านก็ต้องมีระเบียบวินัยในตัวเองเป็นอย่างสูง
เช่นเดียวกัน ซึ่งประการหลังนี้มีหลายคนหวาดๆ เสียวๆ
และทำให้ไม่กล้าที่จะเดินออกไปจากชีวิต “งานประจำ”
ที่แม้จะรู้สึกว่าขมขื่นอยู่
อย่างไรก็ตาม
มิใช่ว่าทุกคนจะสามารถออกจากงานมาเป็นนายตัวเองที่บ้านได้
นอกจากระเบียบวินัยและหัวใจที่แข็งแกร่งแล้ว ความสามารถพิเศษส่วนตัว
รวมทั้งเครือข่ายสังคมที่คุณรู้จักก็เป็นสิ่งสำคัญในการทำงานอยู่กับบ้าน
“ให้รอด”
เพราะฉะนั้นเบื้องแรกต้องตัดสินใจให้ดีด้วยการสำรวจความ
สามารถตัว เอง ดูว่ามีลู่ทางนำไปทำมาหากินได้หรือไม่
คุณพร้อมหรือยังที่จะทำกิจการเล็กๆ ของตัวเอง
หรือไม่งานที่คุณจะไปรับจ้างทำอยู่กับบ้านนั้นจะสามารถเลี้ยงตัวเองได้จริง
หรือไม่ คุณจำเป็นจะต้องเรียนรู้
ฝึกฝนอาชีพอะไรเพิ่มเติมก่อนที่จะกลับไปจริงจังกับอาชีพนั้นที่บ้านหรือ
เปล่า เช่น อาจไปเรียนทำผม นวดเท้า นวดไทย
ถ้ายังตอบคำถามเรื่อง
ทุนรอน ทั้งทุนด้านเงินทอง ทุนด้านความสามารถ
และคิดคำนวณไปมาแล้วยังปลงไม่ตกว่าจะไปได้รอด
ก็ควรเลือกทำอาชีพเสริมดีกว่าที่จะออกไปอยู่บ้านแล้วล้อเล่นกับชะตาชีวิต
“รอด-ไม่รอด”
แต่หากคุณมีทุนรอนพอเพียงและมั่นใจว่าจะรอด
ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรก็ต้องเริ่มจากการวางแผน
ทำเหมือนว่าคุณจะทำธุรกิจจริงๆ
แม้ว่าพนักงานบริษัทจะมีคุณเพียงคนเดียวก็ตาม
การวางแผนที่ว่าต้องทำอย่างเป็นระบบระเบียบเหมือนทำบริษัทจริงๆ
ตั้งแต่การวิจัยตลาด รู้กลุ่มลูกค้าของคุณ
(ว่าเป็นใครและใครคนนั้นเป็นอย่างไร)
เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ให้เป็นระบบระเบียบจนกว่าจะเห็นเงินจริงๆ
เข้ากระเป๋า ตรวจสอบเงินอนาคตทุกชนิด ศึกษาเรื่องกฎหมายให้แม่น
และอย่าลืมสอดส่องหาโอกาสใหม่ๆ
กระนั้นก็อย่ากระโจนเข้าใส่
ทุกอย่างโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ โดยเฉพาะในเศรษฐกิจเช่นนี้
เล่ห์เหลี่ยมกลโกงของมิจฉาชีพที่จ้องจะฉกเงินจากบัญชีคุณมีมากกว่าคนต้องการ
ทำธุรกิจใสสะอาดเยอะ
การเตรียมพร้อมตั้งรับและศึกษาคู่ค้าอย่างรู้เขารู้เราจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
Tips
- อย่าลืมโพนทะนาให้เพื่อนๆ ทุกคนรู้ว่า
ตอนนี้คุณกำลังกลับมาทำงานที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กๆ
หรือทำอะไรก็ตาม ไม่แน่ว่าการบอกต่อไปเรื่อยๆ จะช่วยให้ธุรกิจเล็กๆ
ที่เพิ่งเริ่มต้นของคุณเฟื่องฟู
หรืออย่างน้อยก็ดีกว่าก้มหน้าก้มตาทำอยู่คนเดียวเงียบๆ แน่
-
สวมวิญญาณนักขาย ไม่ว่าจะไปทำงานอะไรที่บ้าน แม้ไม่ใช่งานขายของหรือขายตรง
แต่ถึงอย่างไร การมีวิญญาณนักขายจะช่วยธุรกิจ “ที่บ้าน”
ได้รับการโปรโมตและมีที่ทางในธุรกิจนั้นๆ มากขึ้น
-
เครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัย ไว้ใจได้ ไร้ปัญหา
นอกจากจะช่วยสร้างเครดิตให้ธุรกิจเล็กๆ ของคุณแล้ว
ยังช่วยให้ผลิตงานได้มากขึ้น และราบรื่นกว่า จริงมั้ย?
ส่วนเว็บไซต์และนามบัตรที่ดูเป็นมืออาชีพก็อาจจะสำคัญไม่แพ้กัน
-
วางแผนโฟลว์งานในแต่ละวันให้ดี เรียงลำดับความสำคัญของแต่ละเรื่อง
ซึ่งจะทำให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ก็อย่าลืมข้อได้เปรียบของการทำงานที่บ้านไปล่ะ เช่นว่า
คุณไม่เห็นต้องทำงานหน้าดำคร่ำเครียดตลอดเวลา จะพักดื่มชา
กาแฟแบบโอ้เอ้บ้างก็ได้ ถ้าวางแผนไว้แล้วว่าไม่เสียงาน
ทั้งหมดนี้
คือทางเลือก-ทางรอดคร่าวๆ
ซึ่งอาจพอเป็นไอเดียให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเราท่าน
เห็นช่องทางในการเพิ่มรายได้กันเล็กๆ น้อยๆ และอย่าลืมขยัน (ทำอาชีพเสริม)
แล้วก็ต้องประหยัดอดออมกันไว้เผื่ออนาคตที่ไม่แน่ไม่นอนด้วยล่ะ
Post Today