วิถีของผู้เป็นรอง

posted on 12 Nov 2008 13:54 by cyberblue
จากบทความ เจาะจุดแข็ง  ค้นหาจุดเด่น  ได้แนะนำหนังสือ เรื่อง เจาะจุดแข็งไปแล้ว ทำให้ผมยังติดลมกับหนังสืออยู่ เพราะหนังสือเล่มล่าสุดที่อ่าน คือ หนังสือ เรื่อง  Happy คนพลิกแบรนด์ แบรนด์พลิกคน ของสำนักพิมพ์มติชน เป็นหนังสือที่โดนใจผมมากเหลือเกิน เพราะ ชีวิตผมนั้น ทำงานกับ บริษัท 2 ประเภท   ประเภทแรก คือ  บริษัทที่เพิ่งก่อตั้ง ยังไม่มีฐานลูกค้าเลย กับ ประเภทหลัง คือ  กำลังเจ๊ง ขาดทุน ใกล้ล่มสลาย ซึ่งบริษัททั้งสองประเภทนี้ มีจุดเหมือน และ จุดต่างกัน

                สำหรับจุดเหมือนกัน ก็คือ  รายได้น้อย  อยู่ในช่วงกำลังขาดทุน และงานโคตรๆหนักเลย  ส่วนจุดต่างที่เห็นได้ชัด คือ จิตใจพนักงาน  เพราะบริษัทที่เพิ่งก่อตั้ง  พนักงานนั้นมีความหวังว่า บริษัทจะรุ่งเรือง ดังนั้นขวัญกำลังใจพนักงานกำลังดีอยู่  แต่บริษัทที่ใกล้เจ๊งนี่สิ พนักงานจะเฉื่อยๆ จะหมดหวัง  ท้อแท้  บรรยากาศในการทำงานอึมครึม สิ้นหวังมาก พวกที่พอมีที่ไป ก็กระโจนลนลานมองหางานกันทุกวัน

           สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้โดนใจผมก็คือ  วิถีแห่งมวยรอง หนังสือเล่มนี้บอกว่า  หากเราเลียนแบบผู้นำตลาด เราก็จะเป็นผู้ตามตลอดไป ไม่มีโอกาสที่จะชนะ   แต่หากเรารู้ว่าเราเป็นรองแล้ว เราควรจะทำในวิธีของเรา ให้แตกต่างกับผู้นำ ซึ่งอย่างน้อย เรายังพอมีโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะบ้าง เปรียบได้ดั่ง ต้นไม้ที่เติบโต อยู่ใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ ย่อมไร้สิ้นโอกาสเติบใหญ่ เพราะขาดสิ้นแสงส่องถึงต้น ใบ   แต่ทว่า หากเป็นต้นไม้เล็กที่ขึ้นกลางแจ้ง แม้นเสี่ยงต่อแดดเผาเหี่ยวแห้งตาย ก็อาจเหลือรอดเติบโต  เป็นไม้ใหญ่ทดแทนต้นเก่าที่ผุ ชรา
 
                วิถีแห่งมวยรอง หรือ กลยุทธ์หมารองบ่อน  นั้น เหมาะกับบริษัทที่มีทรัพยากรน้อย ที่มีขีดจำกัดมาก ดังนั้นหากเราจะใช้อะไร ต้องคิดแล้วคิดอีกว่าต้องประหยัด  ต้องใช้เงินน้อย แต่ได้ผลมาก เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งหากใครไม่เคยเจอกับตัวเองแล้ว คงอึ้ง คิดอะไรไม่ออกไปสักพัก  แต่ในชีวิตจริงมันเป็นแบบนั้นจริงๆ 

                 ครั้งหนึ่ง ผมได้งบประมาณ มา 5 แสนบาท เพื่อใช้ในการเพิ่มกำลังผลิต ครั้งนั้นผมตกใจมาก เพราะว่า เครื่องจักรใหม่ 1 ตัว หากเป็นของเยอรมัน ก็ตกตัวละ 30 ล้านบาท  เครื่องจักรใหม่ของไต้หวันก็ตกตัวละ 10-15 ล้านบาท   ซื้อเครื่องจักรมือสองจากไต้หวัน อายุ 30 ปี ก็ยังตกตัวละ 2 ล้านบาท  ซื้ออะไหล่มาแปลงเครื่องจักรเก่าของเราที่เสียก็ต้องใช้เงินประมาณ 1 ล้านบาท  สุดท้ายแล้ว ผมมีเงิน 5 แสน ทำอะไรไม่ได้เลย 

                เมื่อผมถูกเจ้าของเรียกไปสอบถาม กลับไม่มีความคืบหน้า  ผมถูกเทศนายกใหญ่ ไม่เอาไหน มีเงินตั้ง 5 แสน แต่ไม่มีปัญญาเพิ่มกำลังผลิต ซึ่งในวันรุ่งขึ้น เสี่ยลากผมไปที่โรงงานที่ใกล้เจ๊ง สองสามราย  ขอซื้อเครื่องจักรเก่า ของเขาในราคาเลหลังสุดๆ ตัวละแสน  ไปอีกโรงงานหนึ่ง ซื้ออะไหล่ของเครื่องจักรรุ่นนี้ ใช้เงิน เพียง 50,000 บาท  สุดท้ายเสี่ยใช้เงิน 5 แสน ติดตั้งเครื่องจักรได้ถึงสองตัว หมดเงินจ้างช่างมาปรับเครื่องนิดหน่อย ติดตั้งเสร็จ ยังเหลือเงินอีกหลายหมื่น   ส่วนผมนั้นยืนงง ทำไมมันง่ายแบบนี้วะ…..ตูคิดหัวแทบระเบิด   สุดท้ายแล้วเสี่ยตบบ่าเราแบบให้กำลังใจ แล้วสอนว่า  คิดอะไรน่ะ คิดให้มันง่ายๆ ทำง่าย ยิ่งง่าย ก็ยิ่งถูก แต่ไม่วาย ผมอดที่จะถามด้วยความโง่เขล่าต่อไปไม่ได้ว่า  เสี่ยครับ ทำไมเขาถึงโง่ขาย ให้เรา ในราคาถูกขนาดนี้ละครับ  เห็นๆว่าขาดทุนชัดๆ  ทำไมมีคนทำแบบนี้อีกล่ะครับ  ในครั้งนั้น เสี่ยไม่ตอบแต่ให้ไปคิดเอาเอง…..  ผ่านมาประมาณ 3 ปี ผมจึงเข้าใจว่า  ที่วันนั้นโรงงานเขาขายถูก เพราะว่า หากเขาไม่ขาย เขาจะไม่ได้อะไร เพราะหากเขาเจ๊งลง เจ้าหนี้การค้าต่างๆก็จะมายึดทรัพย์สินของเขา ดังนั้นถ้าเป็นไปได้เขาจะถ่ายทรัพย์สินเหล่านั้น ออกไปก่อนที่จะเจ๊งนั่นเอง ……  ก้อเหมือนกับ ล้มบนฟูก ทำนองน้านนนน
               

ก้องเกียรติ เรียบเรียง

Comment

Comment:

Tweet

เห็นด้วยค่ะ ว่าจะหามาอ่านบ้าง ขอบคุณนะคะ
สนุกดี ได้แง่คิดครับ ^-^