อาชีพเสริม ทางเลือก ทางรอด ของมนุษย์เงินเดือน
posted on 21 Dec 2008 02:11 by cyberblue
จอย (นามสมมติ) มนุษย์เงินเดือนของบริษัทขนาดกลางแห่งหนึ่ง
มีรายได้ต่อเดือนจากวุฒิประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง 5,000 บาท
ระหว่างทำงานจอยจึงเรียนต่อระดับปริญญาตรีไปด้วย
เพื่อหวังจะได้ปรับเงินเดือนให้อยู่ในระดับสูงขึ้น
และดำเนินชีวิตให้รอดได้อย่างสบายขึ้นในยุคเศรษฐกิจถดถอย ...
ระหว่าง
ยังไม่จบปริญญาตรี จอยไม่เคยได้รับการปรับเงินเดือนหรือโบนัส
เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในที่ทำงานเดียวกัน
เพราะบริษัทอ้างว่ากำไรน้อยให้ช่วยๆ กัน ครั้นพอจบปริญญาตรี
จอยหวังจะได้รับการปรับเงินเดือนเทียบเท่าพนักงานระดับปริญญาตรีคนอื่นๆ
อย่างน้อยก็น่าจะได้ขึ้นเงินเดือนระหว่าง 1,000-2,000 บาท แต่ปรากฏว่า
บริษัทปรับเงินเดือนให้จอยเพียง 500 บาท
จอยรู้สึกผิดหวัง เสียใจ
ที่สำคัญคือ ทั้งครอบครัวก็คงต้องกระเบียดกระเสียรกันต่อไป เงินเดือนขึ้น
500 บาท แทบจะสลายไปกับสายลม ไหนจะค่ามอเตอร์ไซค์ออกจากซอยบ้าน
ค่ารถประจำทาง 2 ต่อ (แม้จะเป็นเส้นทางสั้นๆ แต่ไม่มีสายตรง)
ไหนจะต้องนั่งรถเข้าไปในซอยที่ทำงานอีกล่ะ นี่ยังไม่รวมค่าเช่าบ้าน
ค่าข้าวปลาอาหารการกินที่แพงขึ้นทุกวัน และค่าอื่นๆ อีกมากมาย
ทางเลือก-ทางรอดของจอย (และคนแบบจอย) มีอะไรบ้าง?
หารายได้เสริม
แทน
ที่จะตัดสินปัญหาด้วยอารมณ์ อย่างการ “ลาออก” หรือ “อู้งาน”
เพื่อแสดงการต่อต้านบริษัทที่ไม่ยอมขึ้นเงินเดือนและค่าครองชีพให้อย่าง
เหมาะสม จอยอาจจะเลือก “รักษา” สภาพการเป็นลูกจ้างในบริษัทเดิมเอาไว้
อย่างน้อยก็ยังได้เงินเดือนทุกเดือน และมีสวัสดิการสังคม
แต่อาจจะลองมองหาอาชีพที่ 2 (หรือ 3 ถ้าทำได้)
เพื่อที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นสำหรับค่าใช้จ่ายที่ทวีตัวในครัวเรือน
อาชีพ
เสริมอย่าให้เป็นแค่ความคิด เพราะจะเป็น “ตัวช่วย”
ที่เห็นผลจริงสำหรับหลายๆ คน โดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อย
และต้องการจะอยู่รอดให้ได้ในยุคที่สินค้าราคาแพง ค่าครองชีพถีบตัวสูงลิ่วๆ
คนอเมริกันกว่า 7 ล้านคน ล้วนมีอาชีพที่ 2
เพราะฉะนั้นนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นสิ่งที่ทำได้จริง
ลองดูว่าคุณมีศักยภาพจะทำอาชีพเสริมที่น่าสนใจเหล่านี้หรือไม่?
ติวเตอร์/สอนหนังสือ
รับเลี้ยงเด็ก
ออกแบบจัดสวน และอื่นๆ
ขายเสื้อผ้า
ช่าง
นักร้อง/นักดนตรี
พนักงานเสิร์ฟ
ส่งพิซซา
รับเลี้ยงสัตว์
รับภาระจดเก็บ/ชำระค่าสาธารณูปโภค
พนักงานอัพเดตเว็บ
ขายของในอีเบย์
Tips
-
ก่อนอื่นต้องรู้กฎระเบียบของบริษัทตัวเองว่า
มีนโยบายเกี่ยวกับการให้ทำอาชีพเสริมอย่างไรบ้าง บางบริษัทอาจเปิดเสรี
แต่ก็มีหลายแห่งที่ห้ามทำอย่างเด็ดขาด หรือห้ามไปรับจ๊อบในธุรกิจเดียวกัน
ถามแผนกเอชอาร์ให้แน่ใจ
- ที่สำคัญมากๆ
คุณต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่า เวลาในการทำงานหลักควรอยู่ตรงไหน
ตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง (แน่ล่ะ ไม่ควรนำงานจ๊อบมาทำในเวลางานหลัก
หรือมาสายเพราะมัวแต่ทำจ๊อบ) และคุณต้องมีความรับผิดชอบอะไรบ้าง
-
อย่าให้ “งาน” และ “เงิน” เป็นเจ้าชีวิตคุณ
การยึดอาชีพเสริมด้วยการทำงานล่วงเวลาเป็นครั้งเป็นคราว เช่น 3
ครั้งต่อสัปดาห์ อาจจะโอเค
แต่ไม่ใช่ว่าทำงานเสริมเกินเวลาทุกวันโดยไม่มีเวลาพัก
ไม่หลับไม่นอนให้เพียงพอ คราวนี้ละก็...ทั้งงานหลัก ทั้งงานเสริม
คงต้องบอกศาลากับคุณแน่
ทำงานที่บ้าน
จอยอาจจะเหมือนกับ
อีกหลายรายที่หุนหันพลันแล่น เลือกที่จะเดินหันหลังให้งานที่ทำอยู่
เมื่อรู้สึกว่าหักลบกลบหนี้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางออกจากบ้านแต่ละวันแล้ว
ช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
การทำงานอยู่กับบ้านก็มีข้อดีที่จะ
ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และค่าอาหารที่ต้องซื้อนอกบ้าน
ซึ่งอาจจะราคาสูงกว่าซื้อหามาทำกินเอง ที่สำคัญคือ การได้เป็นนายของตัวเอง
สามารถจะเลือกได้ว่าจะเริ่มทำงานตอนไหน ทำอะไรก่อนหลัง แต่อีกด้านหนึ่ง
การเป็นนายตัวกลับไปทำงานที่บ้านก็ต้องมีระเบียบวินัยในตัวเองเป็นอย่างสูง
เช่นเดียวกัน ซึ่งประการหลังนี้มีหลายคนหวาดๆ เสียวๆ
และทำให้ไม่กล้าที่จะเดินออกไปจากชีวิต “งานประจำ”
ที่แม้จะรู้สึกว่าขมขื่นอยู่
อย่างไรก็ตาม
มิใช่ว่าทุกคนจะสามารถออกจากงานมาเป็นนายตัวเองที่บ้านได้
นอกจากระเบียบวินัยและหัวใจที่แข็งแกร่งแล้ว ความสามารถพิเศษส่วนตัว
รวมทั้งเครือข่ายสังคมที่คุณรู้จักก็เป็นสิ่งสำคัญในการทำงานอยู่กับบ้าน
“ให้รอด”
เพราะฉะนั้นเบื้องแรกต้องตัดสินใจให้ดีด้วยการสำรวจความ
สามารถตัว เอง ดูว่ามีลู่ทางนำไปทำมาหากินได้หรือไม่
คุณพร้อมหรือยังที่จะทำกิจการเล็กๆ ของตัวเอง
หรือไม่งานที่คุณจะไปรับจ้างทำอยู่กับบ้านนั้นจะสามารถเลี้ยงตัวเองได้จริง
หรือไม่ คุณจำเป็นจะต้องเรียนรู้
ฝึกฝนอาชีพอะไรเพิ่มเติมก่อนที่จะกลับไปจริงจังกับอาชีพนั้นที่บ้านหรือ
เปล่า เช่น อาจไปเรียนทำผม นวดเท้า นวดไทย
ถ้ายังตอบคำถามเรื่อง
ทุนรอน ทั้งทุนด้านเงินทอง ทุนด้านความสามารถ
และคิดคำนวณไปมาแล้วยังปลงไม่ตกว่าจะไปได้รอด
ก็ควรเลือกทำอาชีพเสริมดีกว่าที่จะออกไปอยู่บ้านแล้วล้อเล่นกับชะตาชีวิต
“รอด-ไม่รอด”
แต่หากคุณมีทุนรอนพอเพียงและมั่นใจว่าจะรอด
ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรก็ต้องเริ่มจากการวางแผน
ทำเหมือนว่าคุณจะทำธุรกิจจริงๆ
แม้ว่าพนักงานบริษัทจะมีคุณเพียงคนเดียวก็ตาม
การวางแผนที่ว่าต้องทำอย่างเป็นระบบระเบียบเหมือนทำบริษัทจริงๆ
ตั้งแต่การวิจัยตลาด รู้กลุ่มลูกค้าของคุณ
(ว่าเป็นใครและใครคนนั้นเป็นอย่างไร)
เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ให้เป็นระบบระเบียบจนกว่าจะเห็นเงินจริงๆ
เข้ากระเป๋า ตรวจสอบเงินอนาคตทุกชนิด ศึกษาเรื่องกฎหมายให้แม่น
และอย่าลืมสอดส่องหาโอกาสใหม่ๆ
กระนั้นก็อย่ากระโจนเข้าใส่
ทุกอย่างโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ โดยเฉพาะในเศรษฐกิจเช่นนี้
เล่ห์เหลี่ยมกลโกงของมิจฉาชีพที่จ้องจะฉกเงินจากบัญชีคุณมีมากกว่าคนต้องการ
ทำธุรกิจใสสะอาดเยอะ
การเตรียมพร้อมตั้งรับและศึกษาคู่ค้าอย่างรู้เขารู้เราจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
Tips
- อย่าลืมโพนทะนาให้เพื่อนๆ ทุกคนรู้ว่า
ตอนนี้คุณกำลังกลับมาทำงานที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กๆ
หรือทำอะไรก็ตาม ไม่แน่ว่าการบอกต่อไปเรื่อยๆ จะช่วยให้ธุรกิจเล็กๆ
ที่เพิ่งเริ่มต้นของคุณเฟื่องฟู
หรืออย่างน้อยก็ดีกว่าก้มหน้าก้มตาทำอยู่คนเดียวเงียบๆ แน่
-
สวมวิญญาณนักขาย ไม่ว่าจะไปทำงานอะไรที่บ้าน แม้ไม่ใช่งานขายของหรือขายตรง
แต่ถึงอย่างไร การมีวิญญาณนักขายจะช่วยธุรกิจ “ที่บ้าน”
ได้รับการโปรโมตและมีที่ทางในธุรกิจนั้นๆ มากขึ้น
-
เครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัย ไว้ใจได้ ไร้ปัญหา
นอกจากจะช่วยสร้างเครดิตให้ธุรกิจเล็กๆ ของคุณแล้ว
ยังช่วยให้ผลิตงานได้มากขึ้น และราบรื่นกว่า จริงมั้ย?
ส่วนเว็บไซต์และนามบัตรที่ดูเป็นมืออาชีพก็อาจจะสำคัญไม่แพ้กัน
-
วางแผนโฟลว์งานในแต่ละวันให้ดี เรียงลำดับความสำคัญของแต่ละเรื่อง
ซึ่งจะทำให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ก็อย่าลืมข้อได้เปรียบของการทำงานที่บ้านไปล่ะ เช่นว่า
คุณไม่เห็นต้องทำงานหน้าดำคร่ำเครียดตลอดเวลา จะพักดื่มชา
กาแฟแบบโอ้เอ้บ้างก็ได้ ถ้าวางแผนไว้แล้วว่าไม่เสียงาน
ทั้งหมดนี้
คือทางเลือก-ทางรอดคร่าวๆ
ซึ่งอาจพอเป็นไอเดียให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเราท่าน
เห็นช่องทางในการเพิ่มรายได้กันเล็กๆ น้อยๆ และอย่าลืมขยัน (ทำอาชีพเสริม)
แล้วก็ต้องประหยัดอดออมกันไว้เผื่ออนาคตที่ไม่แน่ไม่นอนด้วยล่ะ
Post Today
#1 By SUSAKON (125.26.115.50) on 2009-01-23 18:47