posted on 20 Dec 2008 01:14 by cyberblue
วัยเด็ก
นายเทียม โชควัฒนา
เกิดวันที่ 14 มกราคม 2459
บิดาชื่อ นายฮกเปี้ยว
มารดาชื่อ นางสอน
พ่อ
ของนายเทียม จะมีพี่น้องร่วมท้อง 7 คน และญาติห่างๆอีกหลายสิบคน
พวกเขาส่วนใหญ่จะช่วยกันทำงาน และอาศัยอยู่ในร้านเปียวฮะ
ซึ่งร้านนี้เป็นร้านของพ่อของเขา และกิจการนี้จะทำ
การค้าเกี่ยวกับสินค้าประเภท น้ำตาล แป้ง และนม
ใน
ตอนนั้นสภาพทางการค้าของครอบครัวจะเล็กมาก
พ่อของเขาจะต้องไปซื้อของที่ตลาดทรงวาด
และร้านที่ตลาดทรงวาดก็จะสั่งสินค้าโดยตรงจากสิงคโปร์ ฮ่องกง
และซัวเถาอีกทอดหนึ่ง และทางร้านจะมีอาของนายเทียมทำหน้าที่หลงจู๊
ได้รับเงินเดือนๆ ละ 30 บาท แต่ต้องทำงานวันละ 12 ชั่วโมง
ค่าใช้จ่ายในตอนนั้นแต่ละเดือนตกประมาณเดือนละ 800 บาท หากเดือนไหนค้าขายได้กำไรถึง 1,000 บาท ทั้งครอบครัวจะดีอกดีใจกันยกใหญ่
เมื่อ
นายเทียม อายุ 12-13 ปี กลับจากโรงเรียนในตอน 4 โมงเย็น งานประจำของเขา
คือไปรับยาเส้นจากบริษัทจำหน่ายบุหรี่มาให้แม่นั่งมวนบุหรี่
และตัวเขาก็ต้องช่วยมวนจนถึง 6 โมงเย็นจึงจะกินข้าวได้
แต่ในบางครั้งก็ทำติดพันจนถึง 2 ทุ่ม
แต่รายได้จากการนั่งมวนบุหรี่นี้จะได้รับในตอนสิ้นปี ซึ่งจะได้ประมาณ 300
บาท แต่เมื่อได้รับเงินแล้ว แม่ของเราก็มักจะนำเงินส่วนหนึ่งไปทำบุญช่วย
การ
กุศลตามวัดวาอารามต่างๆ ซึ่งเขาเคยทักท้วงแม่ว่า
“เรานั่งมวนบุหรี่กันทั้งปี แทนที่จะเอาเงินไปแสวงหาความสุข
แต่แม่กลับเอาไปทำบุญเสีย แบบนี้เราจะมวนบุหรี่ให้เหนื่อยทำไม ”
แต่แม่ของเขากลับสอนว่า “ลูกเอ๋ย
ที่แม่ทำบุญก็เพื่อที่จะสร้างสมบุญกุศลเอาไว้ให้แก่ลูกแก่หลานในวันข้าง
หน้าต่างหาก ลูกอย่าได้เสียดายไปเลย” แต่ต่อมาในภายหลังเขาก็พบว่า
อิทธิพลของแม่ในเรื่องนี้มีผลต่อความคิดของเขาในเวลาต่อมา
แม้ว่าเขาจะพิสูจน์ไม่ได้ว่า บุญกุศลมีจริงหรือไม่
แต่มันก็มีผลทำให้เขาดำเนินธุรกิจด้วยความสุจริต
และด้วยจิตใจอันเปิดกว้าง เอาใจเขามาใส่ใจเรา
ส่วนพ่อของเขา มักจะพูดกับเขาเป็นประจำในเรื่องของการค้า พ่อเขามักพูดว่า “ธรรมดา
การ
ค้ามันขึ้นๆลงๆ ไม่แน่นอน ตอนมีเงินเราอาจนำเงินไปซื้อที่นาและทรัพย์สิน
แต่พอการค้าขาดทุน เราก็ต้องขายที่นาและทรัพย์สินอื่นๆมาใช้หนี้
วนเวียนอยู่อย่างนี้” ดังนั้นพ่อของเขาจะรอบคอบในเรื่องของเงินทองเสมอ
เวลาที่ลูกค้านำเงินมาชำระหนี้หรือเมื่อเก็บเงินหน้าร้านได้ 1 – 2 พันบาท
พ่อของเขาก็จะรีบนำเงินไปฝากธนาคารทันที แต่หากเป็นวันเสาร์-อาทิตย์
หากมีลูกค้านำเงินมาชำระเกินกว่า 5 พันบาทขึ้นไป
พ่อของเขาก็จะอยู่ใสภาพอาการหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
ถึงกับต้องนอนเฝ้าหน้าเซฟ เพราะเกรงว่าคนจะมาขโมย
และหากเงินเป็นหมื่นๆแล้ว พ่อของเขายิ่งกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยทีเดียว
ต้องสั่งเด็กทั้งร้านไม่ให้นอน เพื่อเป็นเพื่อนคอยเฝ้าเซฟ
นอกจากเรื่องการค้า เงินทองแล้ว พ่อของเขายังย้ำเตือนเสมอว่า
“เกิดเป็นลูกผู้ชายจะต้องรักษาสัจวาจา เมื่อจะทำการสิ่งใด
และหากไปรับปากกับใครเขาแล้ว ก็ต้องทำให้ได้ตามที่พูด
หากเห็นว่าทำไม่ได้ ก็อย่าไปรับปากเขาเป็นอันขาด”
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เขาซึมซับมาจากพ่อเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จาก
เมื่อเขาได้ทำการค้าของตัวเองแล้ว
เมื่อถึงกำหนดชำระเงินแล้วพบว่าตัวเองไม่มีเงินจ่าย ตัวเขาจะกระวนกระวาย
วิตกกังวลใจถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ
หรือหากมีเงินติดบ้านอยู่มากๆก็จะกระวนกระวายใจเช่นเดียวกัน
ในขณะที่เขายังเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนเผยอิงอยู่นั้น
เขาจำได้ว่า ครั้งหนึ่งเคยขอเงินพ่อไปซื้อกระดาษเพื่อมาหัดวาดรูป
แต่พ่อของเขากลับตัดบทว่า “การเขียนรูปไม่สามารถทำให้ท้องอิ่ม
สู้เอาเวลาไปทำงานเสียดีกว่า ” หรือแม้แต่การไปหัดร้องเพลง เล่นดนตรี
ก็เช่นเดียวกัน พ่อของเขาจะมองว่ามันเป็นการทำในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์
และอีกครั้งหนึ่งที่เขาขอพ่อไปออกกำลังกายกับเพื่อนๆ พ่อของเขาก็ตอบว่า
“ถ้าอยากจะออกกำลังกาย ก็ไปใช้แรงที่โกดังเสีย มีนม มีแป้ง
ที่จะต้องจัดอีกเป็นจำนวนมาก ไม่เพียงจะได้ออกกำลังกายแล้ว
ยังไม่ต้องเสียเงินเสียทองอีกด้วย ”
แต่หากตัวเขาเอาเวลาไปช่วยขนของที่โกดัง แทนที่จะไปวิ่งเล่นสนุกกับเพื่อนๆ
พ่อของเขาก็จะแสดงความดีใจเป็นอย่างมาก และจะพร่ำพูดไม่ขาดปากว่า
“คนเราถ้ามีร่างกายที่แข็งแรงแล้ว เราไม่ต้องกลัวอดตาย
ดูสิคนแข็งแรงอย่างแกนี่ ถึงยังไงก็สามารถทำงานเป็นกุลีได้ ”
ก่อนการก่อตั้งธุรกิจ
นับตั้งแต่ปี 2470 เป็นต้นมา เป็นช่วงที่เศรษฐกิจของโลกประสบวิกฤตและเสื่อมทรุดลงอย่าง
ร้าย
แรง
จากนั้นก็ค่อยๆส่งผลกระทบเข้ามายังประเทศของเราหนักหน่วงมากยิ่งขึ้นเป็น
ลำดับ และการที่ประเทศของเราเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
จึงทำให้เกิดการขายสินค้าแบบผ่อนส่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
ปี 2474 เขามีอายุ 15 ปี
ตอนนั้นทางบ้านหารายได้ไม่พอใช้จ่ายในครอบครัว
เขาจึงต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาช่วยทางบ้านค้าขาย
แต่เนื่องจากเขาเป็นคนมีความรู้น้อย
เขาจึงต้องทำงานทุกอย่างตั้งแต่พนักงานขายไปจนถึงกุลีและจับกัง
เขาต้องทำงานแต่ละอย่างด้วยความทรหดอดทน
ทั้งยังต้องคอยปลุกปลอบให้กำลังใจตนเองอยู่ตลอดเวลาด้วยว่า
“ในเมื่อเราเป็นคนมีความรู้น้อย เราจะต้องไม่
ย่อท้อ และในเมื่อเราไม่มีพื้นฐานทางการเงิน เราก็ไม่อาจเกี่ยงงานในทุกหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้”
ดัง
นั้น วันทั้งวัน สัปดาห์ทั้งสัปดาห์ เดือนทั้งเดือน เขาจึงมุมานะทำงานหนัก
ตรากตรำอยู่กับงาน และครุ่นคิดเสมือนเป็นการเตือนใจของตนเอง “วันนี้
เราทำงานอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง ถ้ายังก็จะต้องทำอย่างเต็มที่”
และจากการที่เขาทุ่มเทกำลังทำงานอย่างหนักและอย่างต่อเนื่องเช่นนี้
เมื่อวันเวลาล่วงเลยไป
สิ่งเหล่านี้จึงได้กลายไปเป็นพื้นฐานและเป็นประสบการณ์ของชีวิตที่สำคัญของเขา
ในตอนแรกที่ลาออกจากโรงเรียน มาทำงานที่ร้าน เปียวฮะ
พ่อเขาได้ให้เงินเดือนเขา เดือนละ 6 บาท แต่อีก 6 เดือนต่อมา
เขาได้เพิ่มเป็นเดือนละ 12 บาท และต่อมาก็ได้เพิ่มเป็น 16 บาท จนวันหนึ่ง
พ่อของเขาประกาศว่า หากลูกหลานคนใดสามารถแบกน้ำตาลหนัก 100 กิโลกรัมได้
ถือว่าจบปริญญา ก็จะให้เงินเดือนเพิ่มเป็นเดือนละ 22 บาท ซึ่งในตอนนั้น
ในบรรดาลูกๆหลานๆ มีเขาเพียงคนเดียวที่แบกน้ำตาลหนัก 100 กิโลกรัมได้
แม้จะเป็นร้านของพ่อเขา แต่ด้วยความที่พ่อเป็นคนซื่อ รักพี่รักน้อง
ดังนั้นอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจกลับตกเป็นของหลงจู๊
ผู้ซึ่งเป็นอาของเขา
ซึ่งทำให้ในช่วงที่เขาทำงานในร้านเปียวฮะนั้นเขาก็มักจะถูกบรรดาอาๆ
และพี่ๆน้องๆ คนอื่นรังแกอย่างไม่เป็นธรรมอยู่เนืองๆ
และบางทีก็ถูกอาบางคนพูดสบประมาทเขาอย่างไม่เกรงใจว่า
“คนอย่างแกไม่ได้ความ ถึงแม้จะแต่งงานออกเรือนไปแล้ว ก็คงจะไม่มีปัญญา
แม้กระทั่งจะหาเงินมาเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียได้”
และการที่เขาต้องออกจากโรงเรียนทั้งๆที่เขาเป็นลูกเจ้าของร้าน
ในขณะที่ลูกอาคนอื่นๆได้มีโอกาสเรียนหนังสือในโรงเรียนดีๆ
และบางคนยังได้มีโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศด้วย
ดังนั้นลึกๆเขาจึงความรู้สึกเกลียด โกรธแค้น บรรดา พี่ๆ น้องๆเหล่านั้น
ทำให้เขาเฝ้าครุ่นคิดถึงวิธีแก้แค้นพวกเขาอยู่ตลอดเวลา
แต่เมื่อเขาคิดไปคิดมา ก็เกิดความรู้สึกว่า
ถ้าหากเราลงมือทำอะไรเขาลงไปในลักษณะอาฆาตแค้นแล้ว
ทางฝ่ายเขาก็คงจะเจ็บแค้นและหาหนทางวิธีการแก้แค้นกลับคืนอย่างแน่นอน
ซึ่งจะทำให้ทั้งเราทั้งเขาเสียหายทั้งคู่ ไม่เห็นได้อะไรเลย
ด้วยการ
ที่เขาคิดแบบนี้ได้ดังนั้นเขาจึงหาวิธีดับแค้น
โดยการแปรความแค้นนั้นให้เป็นพลังใจในการต่อสู้ทำงานอย่างหนักและแสวงหา
โอกาสในการศึกษาหาความรู้มาใส่ตัว
โดยหวังว่าหากตนเองมีความรู้เพิ่มพูนมากขึ้นชีวิตความเป็นอยู่ก็อาจจะดีขึ้น
ด้วย ดังนั้นเขาจึงขอพ่อไปเรียนหนังสือภาคค่ำในเวลาต่อมา
ระหว่างที่เรียนหนังสือภาคค่ำนั้น
ด้วยความที่ตัวเขาอยากเรียนหนังสือด้วยแล้ว
และประกอบกับความรักในตัวครูที่ผู้สอนด้วยแล้ว
ทำให้เขาเก็บเกี่ยวความรู้ต่างๆมาอย่างมากมาย และหนึ่งในสิ่งที่ครูสอนนั้น
เขาได้นำมายึดเป็นหลักการทำงานประจำใจของเขาเลยก็คือ หลักการทำงาน “เร็ว
ช้า หนัก เบา “
โดยเขาได้นำหลักการนี้มาประยุกต์ในเรื่องของการมอบหมายงานให้เหมาะกับคน
โดยเขาจะพิจารณาก่อนว่าคนแต่ละคนมีความสามารถที่จะทำงานหนึ่งๆ ได้เร็ว ช้า
หนัก เบา อย่างไร แล้วค่อย
ตัดสินใจมอบหมายงาน
การแสวงหาความรู้ของนายเทียมไม่เพียงแต่จะใช้โอกาสจากการเล่าเรียนภาคค่ำ
เท่านั้น แต่เขายังใช้วิธีการสังเกต และจดจำวิธีการของคนอื่นๆ
และการพยายามหาประโยชน์จากทุกสิ่งทุกอย่างของงานที่เขาทำ
อย่างเช่นการทำงานที่ร้าน เปียวฮะ
·
การที่เขาเป็นเด็กรับใช้
เวลาที่แขกมาที่ร้านเขาก็ต้องทำการต้อนรับแขกเหล่านั้น
ซึ่งเขาก็ใช้โอกาสนี้ทำความรู้จักกับแขกเหล่านั้น เพื่อประโยชน์ในอนาคต
·
เมื่อมีคนมาซื้อสินค้า เช่นน้ำตาล เขาก็พบกับความแปลกใจว่า
ที่ร้านของเขานั้น
จะขายน้ำตาลให้กับลูกค้าแต่ละคนในระดับราคาที่ไม่เท่ากัน
ด้วยความสงสัยเขาก็ทำการเฝ้าสังเกต และจะแอบคาดคะเนราคาก่อนเสมอ
ซึ่งแรกๆเขาก็คาดคะเนราคาผิดพลาด จนเขามีโอกาสถามพี่ชายเขาว่า
มีหลักเกณฑ์อะไรในการตัดสินใจว่าคนไหน ควรจะขายเท่าไหน
ซึ่งพี่ชายเขาก็อธิบายว่า “การที่ขายให้ลูกค้าแต่ละคนไม่เท่ากันนั้น
เราจะต้องดูว่า ลูกค้าคนนั้น ซื้อมากซื้อน้อยขนาดไหน จ่ายเงินสด หรือ
ติดไว้ก่อน หรือ ฐานะทางการเงินของลูกค้าคนนั้น ดีหรือไม่ดี หรือ
ดูว่าทางร้านเราตอนนี้กำลังขาดเงินหมุนเวียนหรือไม่
ถ้าขาดเราก็ต้องขายถูกๆ เพื่อจะได้ขายได้เร็วๆ หรือบางทีร้านของเราเหลือ
สินค้า
อยู่น้อย เราก็ไม่จำเป็นต้องขายถูกก็ได้ ”
เมื่อเขาได้รู้หลักเกณฑ์ในการคิดแล้ว
เขาก็จะทำการฝึกฝนคาดคะเนราคาขายต่ออีก จนอีก 6-7 เดือนต่อมา
เขาก็สามารถคาดคะเนราคาได้ตรงกับที่พี่ชายเขาขาย
หลังจากที่เขา
สามารถคาดคะเนราคาขายได้ถูกต้องแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี
เขาจึงได้เสนอกับทางร้านว่า ”ถ้าหากเรารอลูกค้ามาซื้อที่ร้าน
ร้านเราก็จะขายได้แต่กับลูกค้าขาประจำ ทำให้เราขายได้จำกัด
ดังนั้นเราน่าจะลองไปหาลูกค้าข้างนอกบ้าง
และเขาก็อาสาที่จะถีบจักรยานไปหาลูกค้าเอง” ซึ่งความคิดนี้
เนื่องจากไม่ทำให้มีอะไรเสียหาย ดังนั้นเมื่อเขาลองไปหาลูกค้า
ทุกคนก็พบว่ามันได้ผล
เกินคาด ซึ่งทำให้เขาภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก
ต่อ
มาไม่นาน พ่อกับอาของเขา ก็ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จนพ่อยกร้าน
เปียวฮะให้อาไป ส่วนตัวเองไปเปิดร้านใหม่ ชื่อ ร้านเฮียบฮะ
แต่ร้านเฮียบฮะก็ยังคงขายสินค้าแบบเดียวกับร้านเปียวฮะ
และในช่วงเวลานั้นกองทัพญี่ปุ่นบุกผืนแผ่นดินไทย
นายเทียมมองว่าการที่ญี่ปุ่นบุกเมืองไทยอาจจะทำให้สินค้าขาดตลาดได้
ซึ่งตอนนั้นเขารู้ว่า บริษัท เอ.อี. นานา จำกัด มีกาแฟเหลืออยู่ในสต๊อก
3,000 กระสอบ กระสอบหนึ่งราคา 85 บาท แต่เมื่อเขาติดต่อขอซื้อไป
ทางบริษัท เอ.อี. นานา เสนอขายในราคากระสอบละ 100 บาท ถ้าต่ำกว่านี้ไม่ขาย
ซึ่งเขาก็ตกลงซื้อกาแฟ 3,000 กระสอบทันที
แต่มีเงื่อนไขขอใช้เวลาลำเลียงกาแฟ 3 เดือน
เมื่อเขาซื้อกาแฟในราคากระสอบละ 100 บาท
ทำให้พ่อของเขาและพ่อค้าคนอื่นๆมองว่า เขาบ้าไปแล้ว แต่เขาก็อธิบายว่า
กาแฟจะต้องขาดตลาดไปอีกนาน เนื่องจากเรือไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้
เพราะถูกญี่ปุ่นยึดครองไว้ ดังนั้นราคากาแฟจะต้องสูงขึ้นแน่ๆ
และการที่เขาขอเวลาลำเลียงกาแฟ 3 เดือน นั้น ก็เพื่อที่จะยืดเวลาเอาไว้
เนื่องจากเราไม่มีเงินสดมากพอที่จะซื้อสินค้าออกมาได้ทั้งหมดในคราวเดียว
และถึงแม้เขาจะมีเงินซื้อ เขาก็ไม่มีที่เก็บอยู่ดี
หรือแม้มีที่เก็บก็ยังต้องเสี่ยงกับการถูกทิ้งระเบิด
แต่ถ้าเก็บที่เขาจะตัดปัญหาได้หลายด้าน
แต่แม้เขาจะอธิบายถึงทางหนีทีไล่ขนาดนี้แล้ว
ญาติคนหนึ่งก็ยังจะถามต่อไปว่า ถ้าราคามันไม่สูงกว่ากระสอบละ 85 บาทละก็
เราจะขาดทุนอย่างมากเลยทีเดียว แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนจ่าย
ซึ่งนายเทียมตอบไปว่า ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
เขาก็ยินดีแบกหน้าไปขอร้องเขาในฐานะที่เราติดต่อทำการค้ามานานร่วมสิบปี
โดยเราไม่เคยผิดนัดเลยสักครั้งเดียว
และอธิบายให้เขาเข้าใจถึงการเก็งการณ์ผิดพลาด หากเขาไม่ยอมเข้าใจ
เขาก็ยินดีรับความเสียหาย
และเขาเชื่อว่าคงมีหนทางสับเปลี่ยนหมุนเวียนชดใช้ให้กับเขาได้
แต่อีกอย่างที่เขาเชื่อมั่นว่า หากราคากาแฟคงที่ เขาเชื่อว่าบริษัท เอ.อี.
นานา ก็คงไม่บังคับเรามากจนเกินไปหรอก นอกเสียจากราคากาแฟสูงเกิน 100
บาทมากๆ หากเราลำเลียงกาแฟออกไม่ทัน 3 เดือน เขาก็อาจบอกเลิกสัญญาเราได้
ใน
วันรุ่งขึ้น เขานำเงินไปซื้อกาแฟ 100 กระสอบ และนำไปขายในราคากระสอบละ 95
บาท แต่การที่เขายอมขายขาดทุน เนื่องจากที่อื่นยังมีสินค้าค้างสต๊อกอยู่
และการขายครั้งนั้นเขาขายได้แสนยากลำบากมาก แต่พออีก 7 วัน
ผ่านไปเขาก็ขายในราคากระสอบละ 105 บาท แต่ภายใน 90
วันราคากาแฟก็พุ่งพรวดเป็นกระสอบละ 300 บาท
และเขาก็สามารถระบายกาแฟได้ทันกำหนดในสัญญาด้วย
ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เขาได้กำไรมากพอดูเลยทีเดียว
การก่อตั้งธุรกิจ
ในปี 2485 หลังจากที่พ่อของเขายกร้านเปียวฮะให้อาแล้ว พ่อก็มาเปิดร้าน เฮียบฮะ
แต่
อีก 6 เดือนต่อมา นายเทียมก็ได้เสนอให้พี่ๆน้องๆฟังว่า
พวกเราควรจะเปลี่ยนแนวทางธุรกิจ ที่เดิมขายแต่ของหนักๆ เช่นน้ำตาลแบก 1
กระสอบ 100 กิโลกรัม ได้กำไร 20 สตางค์ แต่หากเราขายเสื้อกล้าม
หิ้วแค่เสื้อกล้ามใช้มือหิ้วข้างละ 10 โหล เราก็ได้กำไร 1.50 บาท แล้ว
แต่ความคิดนี้พ่อของเขาไม่เห็นด้วย ดังนั้นเขาจึงออกมาตั้งบริษัทเอง
โดยใช้ชื่อจีนว่า “เฮียบ เซ่ง เซียง” หรือ ชื่อไทย คือ บริษัท
สหพัฒนพิบูล จำกัด
แต่เนื่องจากตัวเขายังไม่มีประสบการณ์ขายสินค้า
เบ็ดเตล็ด ดังนั้นเขาจึงจ้างหลงจู๊เข้ามาช่วยงาน
และช่วงที่เขาต้องจ้างหลงจู๊นั้น
ตัวเขาเองก็พยายามที่จะเรียนรู้ประสบการณ์จากหลงจู๊ ซึ่งเขาใช้เวลาเพียง
3 ปี เขาก็มีความรู้สึกว่า หลงจู๊คนนี้ล้าหลังเขาเสียแล้ว
และไม่นานหลงจู๊คนนี้ก็ลาออก
เนื่องจากมีคนมาชักชวนให้ไปทำที่อื่น
ประกอบกับในช่วงหลัง เขาดุว่าหลงจู๊คนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
เนื่องจากเขามองว่าหลงจู๊คนนี้ทำอะไรไม่ถูกใจ ไม่เข้าท่าอยู่บ่อยๆ
ใน
ปี 2489 นายเทียม เข้า เจรจากับ ห้างโอเรียนเต็ลสโตร์
เพื่อขอให้ทางห้างโอเรียนเต็ลสโตร์ ลดราคาสินค้าให้อีก
เนื่องจากราคาที่เขาซื้อนั้น จะทำให้เขาขายแล้วไม่ได้กำไร
แต่การเจรจาตกลงกันไม่ได้ จนนายห้างถึงกับแจงรายละเอียดออกมาว่า สินค้า 1
ชิ้นมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างนั้น
ปรากฎว่านายเทียมมองว่าค่าใช้จ่ายอื่นๆที่บวกเพิ่มเข้าไปนั้นก็สมเหตุสมผลดี
อยู่หรอก แต่ค่าใช้ค่าดอกเบี้ยกับหนี้สูญอีกร้อยละ 2.5 นั้น
ตัวเขาไม่เห็นด้วยที่นายห้างจะบวกเข้ามาในสินค้าด้วย
แต่ผลของการเจรจาในครั้งนั้น เป็นอันตกลงไม่ได้ ดังนั้น
เขาจึงมองว่าเราน่าจะติดต่อนำเข้ามาขายเองดีกว่า
ดังนั้นเขาจึงติดต่อไปที่น้องชายให้ทำการซื้อสินค้าให้
และการที่เขาต้องนำเข้าในบางครั้งเขาเองก็จำเป็นที่จะต้องไปติดต่อเอง
ซึ่งในระหว่างที่เขาไปติดต่อนั้น เขาก็จะสังเกตบ้านเมืองของประเทศนั้นด้วย
เพื่อมองหาว่าสินค้าใดเหมาะกับคนไทย อย่างเช่น แปรงสีฟัน ผ้าเช็ดตัว
ผ้าขนหนู
ในช่วงที่เขาเริ่มนำเข้ามานั้น
พ่อเขายังมองว่าสินค้าเหล่านั้นขายไม่ได้อย่างแน่นอน
การที่พ่อเขาพูดอย่างนั้นเนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีใครใช้สินค้าแบบนั้น
แต่บริษัทที่ขายสินค้าเหล่านั้น ก็แนะนำว่า เขาควรจะมีการทำโฆษณา
เพื่อให้คนเหล่านั้นรู้จักสินค้า
และจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
และช่วงนี้เองเขามองว่าตัวเองเฮง
คือสินค้าหลายชนิดที่สั่งเข้ามานั้นขายดี
แต่การที่สินค้าของเขา
ขายดีนั้น ส่วนหนึ่งเขายอมรับว่ามันเฮง
แต่ก็มีปัจจัยเสริมที่ทำให้ร้านของขายดีก็คือ ในขณะนั้น
การซื้อขายมักจะขายเป็นเงินสด การยอมให้เปิดบัญชีนั้นมีน้อยมาก
แต่เขาก็ทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ ก็คือยอมเปิดบัญชีให้กับร้านค้าต่างๆ 15
วันบ้าง 30 วันบ้าง ตามความเหมาะ-สม ซึ่งการเปิดบัญชีครั้งนี้ของสหพัฒนฯ
จึงเป็นที่นินทาของคู่แข่งว่า
ถ้าเปิดบัญชีซี้ซั้วแบบนี้มีหวังล้มละลายแน่
แต่เขาให้เหตุผลว่าสินค้าเหล่านี้มีกำไร 10-20% ค่าใช้จ่ายในการขายให้กับ
Wholesaler และ Retailer ก็มีน้อยเพียง 3-4% เปิดบัญชี 1 เดือน
เรายังได้กำไรถึง 10% หมุนเพียง 6-7 เดือน ก็ได้เงินคืนแล้ว
จะมามัวกลัวหนี้สูญทำไม แต่ต่อมาการแข่งขันดุเดือนขึ้น
มีคนอื่นๆเลียนแบบเขามากขึ้น ดังนั้นกำไรเริ่มลดลง
ดังนั้นเมื่อสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว
เขาก็เริ่มเข็มงวดกับการเปิดบัญชีมากขึ้น
จะเปิดต่อเมื่อเป็นลูกค้าชั้นดีเท่านั้น
ปี 2495
เป็นปีที่สหพัฒนฯ มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เนื่องจากสหพัฒนฯได้ตั้งให้
คุณดำหริ ดารกานนท์ ขึ้นเป็นหลงจู๊ของบริษัท ทั้งที่เขาอายุยังน้อยมาก
ซึ่งพวกเถ้าแก่ในสำเพ็งต่างก็มองว่า
คุณเทียมท่าจะบ้า
เอาอาตี๋หน้าอ่อนมาเป็นหลงจู๊ แล้วแบบนี้ใครจะเชื่อถือ
แบบนี้ธุรกิจคงอยู่ไม่ได้นาน
แต่ตอนนั้นเขาให้เหตุผลที่นำคุณดำหริเข้ามาเป็นหลงจู๊นั้น ดังนี้ คือ
1. เขาเชื่อว่า คนหนุ่มที่มีความคิดเป็นคนทันสมัย ก้าวทันแฟชั่น
เมื่อมีสินค้าใหม่ๆตกเข้ามาก็กล้าตัดสินใจซื้อมาขาย หากเราตัดสินใจถูก
พวกลูกค้าแก่ๆเหล่านั้นก็จะต้องกลับมาซื้อกับเราเอง
2. คนหนุ่มพวกนี้อยู่ในวัยเริ่มต้นของชีวิต หวังความก้าวหน้าในอนาคต จึงต้องทำงานหนัก มุมานะกว่าคนแก่ที่อยู่รอวันตายไปวันๆ
3.
คนหนุ่มพร้อมที่จะศึกษา รับฟัง เชื่อฟังคำแนะนำสั่งสอน
เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ และมีโอกาสต่อขยายความรู้ออกไปอีก ซึ่งคนแก่ไม่มี
4. ความกังวลที่ว่า
คนแก่ๆ ในสำเพ็งจะรวมหัวกันไม่ซื้อของเพราะไม่เชื่อหรือหมั่นไส้เอานั้น
เขาได้คิดหาทางแก้เอาไว้โดยเขาจะเป็นผู้นั่งให้คำแนะนำเป็นพี่เลี้ยงคุณดำ
หริ ก่อน 1 เดือน พร้อมกันนั้นก็ติดต่อหลงจู๊แก่ๆจากที่อื่นมาให้คำปรึกษา
เมื่อ
ถึงปี 2500 ฐานะของสหพัฒนฯ เจริญขึ้นอย่างชนิดที่คู่แข่งตามไม่ทัน
การสั่งสินค้าในตอนนั้น สหพัฒนฯจะเป็นคนนำตลาดสั่งเข้ามาแล้ว 3-4 เดือน
ร้านอื่นก็ทำตาม เมื่อสินค้าถูกสั่งเข้ามามากๆ ก็ล้นตลาดขายได้ยาก
ไม่มีกำไร เขาจึงเกิดความคิดว่า “หากขืนดำเนินการอย่างนี้ก็ต้องคิดหา
สินค้า
ใหม่ๆเข้ามาเรื่อยๆโดยไม่มีสิ้นสุด ดังนั้นเราควรจะมี Brand ของตัวเอง
พยายามสร้าง Goodwill คนอื่นจะได้เลียนแบบไปไม่ได้”
ดังนั้นในปีนี้สหพัฒนฯ จึงเริ่มจดทะเบียนตราสินค้าของตัวเอง
และก็จัดตั้งบริษัทโฆษณาของตัวเองขึ้นมา
เพื่ออาศัยโฆษณาทำการส่งเสริมการขาย
ซึ่งในตอนนั้นร้านในสำเพ็งยังไม่มีร้านใดเลยที่ใช้สื่อโฆษณาช่วยในการส่ง
เสริมการขาย เนื่องจากคนเหล่านั้นคิดว่า
ถ้าร้านใดต้องพึ่งโฆษณาแสดงว่าร้านกำลังจะเจ๊ง
หรือมองว่าการโฆษณาเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย แต่การที่ตัวเขาใช้โฆษณา
ก็เพราะเขาเห็นว่า โฆษณาเป็นสิ่งที่จำเป็น
เราจำเป็นที่จะต้องพยายามทำให้ลูกค้ารู้และเข้าใจถึงประโยชน์ของสินค้า
ลูกค้าจึงจะยอมจ่ายเงินซื้อสินค้าของเรา
และเขายังมองว่า
การรู้อะไรคนเดียว เก่งคนเดียว ทำงานคนเดียว เป็นไปไม่ได้แล้ว
เพราะยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
การทำงานทุกวันนี้นอกจากอาศัยความคิดริเริ่มแล้ว
ยังอยู่ที่การประสานงานที่ดี การติดตามงานที่ดี
จึงจะทำให้แผนงานดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพสู่เป้าหมายที่วางไว้
ผล
ของการที่เขาเริ่มคิดเรื่องสร้าง Brand สินค้าของตัวเองแล้ว
ส่งผลให้เขาเริ่มมีความคิดที่จะผลิตสินค้าของตัวเอง
ดังนั้นเขาจึงเริ่มต้นพูดคุยแนวคิดนี้ของเขากับบริษัทที่เขาสั่งสินค้า
ถ้าหากอีกฝ่ายเริ่มมีความคิดที่ใกล้เคียงกันก็จะเริ่มทำการเจรจาร่วมทุนกัน
สร้างโรงงานในประเทศไทยขึ้นมา และการร่วมทุนครั้งแรกของสหพัฒนฯนั้น
เริ่มต้นเมื่อปี 2504 และนับจากปีนี้เป็นต้นมา สหพัฒนฯ
ก็ร่วมทุนเปิดบริษัทต่างๆขึ้นมาอีกมากมาย
ส่งผลให้สหพัฒน์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
posted on 16 Dec 2008 18:05 by cyberblue
ทความที่นำเสนอสรุปจากหนังสือเรื่อง The Millionaire Mind แต่งโดย
Thomas
Stanley ผู้แต่งรวบรวมข้อมูลในทุกแง่ทุกมุม
ทั้งจากการการสัมภาษณ์และจากการศึกษาแนวทางในการดำเนินชีวิตของเหล่าบรรดา
เศรษฐีอเมริกันทั้งหลาย
เพื่อค้นหาลักษณะนิสัยร่วมกันและปัจจัยแห่งความสำเร็จของบุคคลเหล่านี้
มีใจความสำคัญ ดังต่อไปนี้
ลักษณะนิสัยที่เหมือนกันของเศรษฐีอเมริกันทั้งหลาย ได้แก่
1. มีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง
พวกเขามักใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่หรูหราฟู่ฟ่าจนเกินความจำเป็น
กินอยู่และแต่งกายอย่างประหยัดและเหมาะสมตามกาละเทศะ
เมื่อมีสิ่งของหรือเครื่องใช้เกิดการชำรุด
เหล่าบรรดาเศรษฐีทั้งหลายมักเลือกที่จะลองซ่อมแซมดูก่อน
มากกว่าเลือกที่จะซื้อใหม่เพราะพวกเขารู้ถึงคุณค่าของเงิน
จึงไม่ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย นอกจากนั้น คำว่า "ร่ำรวย"
ในสายตาของบุคคลเหล่านี้หมายถึง การมีรายรับสูงและมีรายจ่ายต่ำ
ในทางกลับกัน การมีรายได้สูงแต่มีการใช้จ่ายอย่างไม่จำกัด ประเภทหลังนี้
พวกเขาเรียกว่า การมีความเป็นอยู่แบบ "ยากจน"
2. ไม่เป็นพวกที่บ้างาน
พวกเขาให้ความสำคัญต่อการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง
ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกในครอบครัว เพื่อนฝูง หรือญาติมิตรมาเป็นอันดับหนึ่ง
เพราะพวกเขาเชื่อว่า ความสบายใจ ความอบอุ่นภายในครอบครัว
การมีสุขภาพที่ดี
และการมีชีวิตส่วนตัวที่สมดุลย์กับชีวิตการทำงานจะเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จในอนาคต
ฉะนั้น พวกเขาจึงไม่ทำงานจนเกินตัว
และเลือกทำเฉพาะชิ้นงานที่สำคัญและเกิดผลประโยชน์อย่างมากต่อองค์กร
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่า
พวกเขาเหล่านั้นจะเป็นคนที่ชอบเกี่ยงงานหรือเป็นคนที่เกียจคร้านแต่อย่างใด
แต่มันหมายถึงการทำงานด้วยสติปัญญา ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ ๆ ไป
และในความเป็นจริงแล้วพวกเขาเหล่านี้เป็นบุคคลที่ตั้งใจทำงานทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างเต็มที่
เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปตามแผนการที่วางไว้ นอกจากนั้น
การที่พวกเขาพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างเพราะพวกเขาเชื่อว่า
คนเหล่านั้นอาจจะกลายมาเป็นลูกค้าหรือเพื่อนร่วมงานที่ต้องช่วยเหลือเกื้อผมลกันในภายภาคหน้าก็เป็นได้
3. ไม่ได้ร่ำรวยมาตั้งแต่เกิด
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้มีเงินทองหรือมรดกมากมายจากพ่อแม่มาตั้งแต่เกิด
แต่พวกเขาก็พยายามต่อสู้ สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง
และก็ประสบความสำเร็จเสียด้วย เพราะผู้แต่งกล่าวว่า
พวกเขาเหล่านั้นส่วนใหญ่มักจะร่ำรวยตั้งแต่ก่อนอายุ 45 ปีเสียด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ดี การที่พวกเขาต้องลำบากลำบนมาตั้งแต่เด็กก็ไม่ได้หมายความว่า
พวกเขาจะตามใจลูก ๆ
ของตนเองทุกอย่างเพื่อทดแทนสิ่งที่ตนเองขาดหายไปในวัยเด็ก
แต่พวกเขากลับมีวิธีการสอนให้ลูกรู้จักอดทน รู้จักคุณค่าของเงิน
มีความเป็นผู้ใหญ่ และกล้าที่จะเสี่ยง
โดยเหล่าบรรดาเศรษฐีอเมริกันทั้งหลาย มักจะสอนให้ลูก ๆ
รู้จักใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ในช่วงปิดเทอม
โดยการทำงานพิเศษเพื่อหาเงินด้วยตนเอง ฝึกความมีระเบียบวินัย
และฝึกฝนทักษะในการพึ่งพาตนเอง
4. ไม่ได้มีสติปัญญามากนัก
เนื่องจากพวกเขาไม่ได้มีฐานะร่ำรวยมาตั้งแต่เกิดจึงจำเป็นต้องทำงานไปด้วยเรียนหนังสือไปด้วย
ทำให้ผลการเรียนที่ออกมาไม่ค่อยสูงมากนัก ส่วนใหญ่แล้ว GPA
ในระดับปริญญาตรีจะอยู่ประมาณ 2.9 เท่านั้น
และด้วยความลำบากตรากตรำในการเรียน
สิ่งนี้ทำให้เขารู้จักความอดทนและไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ
แม้เมื่อเจออุปสรรคในการทำธุรกิจ เขาก็จะไม่ตื่นเต้นอะไรมากนัก
เพราะพวกเขารู้ดีว่า อุปสรรคกับความสำเร็จเป็นของคู่กัน
หากไม่มีอุปสรรคให้ข้ามผ่าน ชัยชนะที่ได้มาย่อมไม่อาจเรียกได้ว่า
ความสำเร็จ นอกจากนั้น ช่วงเวลาในรั้วมหาวิทยาลัย
บรรดาเศรษฐีเหล่านี้ยังชอบที่จะผูกสัมพันธ์กับคนหลาย ๆ ประเภท
เพื่อศึกษาพฤติกรรมและแนวความคิดของบุคคลเหล่านั้น
และเพราะการได้พบปะเจอะเจอคนมากมาย ทำให้พวกเขามีทักษะในการเลือกคบคน
ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการคัดเลือกบุคลากรเข้ามาร ่วมงานในองค์กรได้เป็นอย่างดี
และสุดท้าย จากมุมมองของเหล่าเศรษฐีทั้งหลาย พวกเขาเชื่อว่า
ชีวิตสี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัย เป็นช่วงเวลาแห่งการแสวงหาตนเอง
เพื่อให้รู้ว่า ตนเองชอบหรือมีความถนัดในสิ่งใด
และทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า การที่เขารู้จักตนเองดีพอ
ทำให้เขาสามารถเลือกทำงานที่ชอบและมีความถนัดได้ ซึ่งสองสิ่งนี้เองก็คือ
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวดนั่นเอง
5. กล้าที่จะเสี่ยงและมีใจรักในงานที่ทำ
ด้วยใจรักในงานที่ทำ
ทำให้พวกเขามีกำลังใจที่จะขวนขวายหาความรู้อยู่ตลอดเวลา
จึงทำให้งานที่ออกมานั้น แทบจะไม่มีชิ้นใดเลยที่ไม่ประสบความสำเร็จ
และด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนและทันสมัยดังกล่าว
รวมกับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม
ทำให้พวกเขากล้าที่จะเสี่ยงในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ
ให้กับสินค้าของตนเอง ส่งผลให้พวกเขาสามารถครองตลาดสินค้าชนิดใหม่ ๆ
ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
เมื่อนั้นทั้งความสำเร็จและความมั่งคั่งร่ำรวยย่อมไหลมาเทมาอย่างไม่ต้องสงสัย
6. มีคุณธรรมในจิตใจ
เขาเชื่อว่า ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่เงินตรา
แต่อยู่ที่คุณธรรมความจริงใจที่มีให้แก่กัน ฉะนั้น
พวกเขาจึงทำธุรกิจด้วยความซื่อตรง ซื่อสัตย์ และตรงไปตรงมา
ไม่มีการหลอกลวง ทำให้ธุรกิจของพวกเขาเจริญก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
นอกจากนั้น เขายังตระหนักดีว่า การหลอกลวงลูกค้าด้วยวิธีใดก็ตาม
แม้ว่าจะได้ผลกำไรที่งอกเงย แต่มันจะเป็นเพียงในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น
เพราะเมื่อลูกค้าจับได้
เขาย่อมไม่กลับมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการของเราอีกอย่างแน่นอน
ในทางกลับกัน การค้าขายอย่างตรงไปตรงมา
แม้ว่าจะได้ผลกำไรอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่วิธีนี้สามารถซื้อใจลูกค้าได้
จึงทำให้บริษัทมีผลกำไรอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
-----------------------------------------------
ปัจจัยแห่งความสำเร็จของเศรษฐีอเมริกัน
1. มีทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
การจะประสบความสำเร็จได้จำเป็นจะต้องอาศัยการทำงานร่วมกันเป ็นทีม
และด้วยประสบการณ์ในการพบปะผู้คนมากมาย
ทำให้เหล่าบรรดาเศรษฐีอเมริกันทั้งหลายเป็นคนช่างสังเกต เป็นผู้ฟังที่ดี
และมีทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น (EQ) ซึ่งทักษะประการหลังนี้
พวกเขารู้ดีว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นได้ยาก
เพราะการที่คนเราจะมีความเกรงอกเกรงใจ
มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานอย่างเต็มที่
และมีความสามารถในการทำงานเป็นทีมนั้น ไม่ได้ฝึกกันได้แค่เพียงข้ามคืน
แต่เป็นทักษะเฉพาะตัวและจะต้องใช้เวลาในการเพาะบ่มนิสัยเหล่านี้ ฉะนั้น
ในการคัดเลือกบุคลากร
เหล่าบรรดาเศรษฐีอเมริกันทั้งหลายจะคัดเลือกเฉพาะคนที่เป็นคนดี
มีความสามารถ และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้
เพราะคนที่เก่งอย่างเดียวแต่ไม่มีคุณธรรม สามารถทำให้องค์กรล่มจมได้
ในขณะเดียวกัน คนดีอย่างเดียวแต่ไม่มีความสามารถ
ก็ไม่สามารถพัฒนาองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้ ฉะนั้น เขาจึงเลือกคนดี
ที่มีความสามารถในระดับหนึ่งและพร้อมที่จะปรับปรุงพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
และที่สำคัญที่สุดคือสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ เท่านั้นยังไม่พอ
เมื่อพวกเขาได้บุคลากรตามคุณสมบัติดังกล่าวแล้ว
พวกเขาจึงใช้ทักษะในความเป็นผู้นำเพื่อบริหารองค์กร ได้แก่
การมีความสามารถในการโน้มน้าวจิตของลูกน้องให้ตระหนักถึงความสำคัญของงานที่ตนเองกำลังกระทำ
และเห็นความสำคัญในการทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อความสำเร็จขององค์กร
2. รับมือกับคำวิพากษ์วิจารณ์ได้ทุกรูปแบบ
เหล่าบรรดาเศรษฐีอเมริกันทั้งหลายต่างเข้าใจถึงสัจธรรมประการหนึ่งว่า
ในโลกนี้ย่อมมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับแนวคิดและการกระทำของเรา
ฉะนั้น เมื่อใดที่พวกเขาโดนวิพากษ์วิจารณ์ พวกเขาจะไม่ปฏิเสธ
แต่จะเลือกฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากคนที่มีความรู้จริง ๆ ในสิ่งที่เขาพูด
มิใช่เป็นการปรักปรำ หรือวิพากษ์วิจารณ์เพื่อความสะใจ
หรือเป็นข้อเท็จจริงที่เขาเหล่านั้นคิดขึ้นมาเอง นอกจากนั้น
ในบรรดาผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลาย
บรรดาเศรษฐีอเมริกันจะเลือกที ่จะใส่ใจคำพูดของคนที่เสนอหนทางแก้ไขให้ด้วย
เพราะแม้ว่าเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์จะเป็นความจริงก็ตาม
แต่หากไม่มีหนทางแก้ไขแล้วล่ะก็
พวกเขาก็ไม่นำเรื่องเหล่านั้นมาใส่ใจเลยเพราะถือว่า เป็นเรื่องรกสมอง
3. มีความซื่อสัตย์ปากกับใจตรงกัน
การมีความซื่อสัตย์ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น
ด้วยคุณสมบัติข้อนี้เองจึงทำให้เขาสามารถเลือกคู่ครองที่เหมาะสม
ที่มีคุณธรรมเช่นเดียวกันนี้ได้ คู่ครองเหล่านี้คือ
คนที่จะช่วยประคับประคองซึ่งกันและกันเมื่อชีวิตต้องเผชิญกับอุปสรรค
และช่วยสนับสนุนเกื้อผมลซึ่งกันและกันเมื่อชีวิตประสบความสำเร็จ
4. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
เหล่าบรรดาเศรษฐีอเมริกันทั้งหลายสามารถมองเห็นลู่ทางในการทำธุรกิจได้อย่างเหนือชั้น
อย่างที่คนทั่วไปคาดไม่ถึง เพราะพวกเขาเหล่านั้นรู้จักใช้สัญชาตญาณ
พวกเขาเชื่อว่า ความสามารถพิเศษนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจิตใจมีความสงบ
ผ่องใส และจดจ่ออยู่กับเรื่องนั้น ๆ อย่างต่อเนื่อง
และเมื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างละเอียดในทุกแง่ทุกมุมจนความคิดตกตะกอน
จึงเกิดเป็นความคิดริเรื่มสร้างสรรค์ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร
5. มีระเบียบวินัยและมีเป้าหมายที่ชัดเจนและแน่นอน
พวกเขาจะใช้พลังงานทั้งหมดด้วยความขยันและอดทน
และจะทำงานทีละอย่างอย่างมีระเบียบวินัย นอกจากนั้น พวกเขายังรู้อีกว่า
ช่วงเวลาไหน ควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร
เพราะพวกเขามีเป้าหมายที่ชัดเจนและแน่นอน
จึงรู้ดีว่าตอนนี้ตนเองกำลังอยู่ตรงจุดไหนบนเส้นทางของชีวิต
จึงไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าไปกับเรื่องที่ไร้สาระ
edit @ 17 Dec 2008 00:40:14 by (- - ")
posted on 16 Dec 2008 10:49 by cyberblue
วัยเด็ก สภาพความเป็นอยู่
ธนินท์ เจียรวนนท์ ( เจี่ย
ก๊กมิ้น ) เกิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2482 เป็นบุตรชายของนายเจี่ย เอ็กชอ
และ นางกิมกี่แซ่ตั้ง โดยมีพี่น้องรวม 9 คนเป็นชาย 4 คนและหญิง 5 คน
โดยนายธนินท์เป็นบุตรคนสุดท้อง ในตระกูลที่ทำมาค้าขายเกี่ยวกับอาหารสัตว์
โดยคุณพ่อของเขาเป็นผู้มีชื่อเสียงในด้านการเกษตรมากพอสมควรทั้งด้านการขาย
และผสมอาหารสัตว์ ธนินท์ได้เข้าเรียนประถมที่โรงเรียนสารสิทธิ์วิทยา
จังหวัดราชบุรี และได้ไปเรียนต่อที่ซัวเถาประเทศจีนเพื่อให้ได้ฝึกภาษาจีน
และเมื่ออายุได้ 16
ปีก็ได้เลือกเรียนต่อในฮ่องกงเพื่อต้องการรู้จักเรื่องการค้าได้มากขึ้น
เพื่อมาช่วยเหลือครอบครัวที่มีกิจการที่เริ่มใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ
ซึ่งเขามองเห็นอนาคตของฮ่องกงตั้งแต่วัยเด็ก
เมื่ออายุได้ 22 ปี
คือในปี 2504 เขาได้รับการชักชวนไปทำงานที่บริษัท สหสามัคคีค้าสัตว์
ซึ่งเป็นกิจการเกี่ยวกับการรับซื้อสัตว์ ฆ่า และชำแหละเนื้อสัตว์
ซึ่งจากที่ทำงานนี้ เขาได้เรียนรู้ถึงการทำงานที่เกี่ยวเนื่องกับภาครัฐ
การคลุกคลีกับนักวิชาการ รวมถึงกิจการหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากต่างประเทศ
และ 3 ปีต่อมาเขาก็ได้ลาออกจากบริษัทเนื่องจากจะไปช่วยกิจการที่บ้าน
การมองถึงโอกาส
เพื่อ
เป็นการพิสูจน์ตัวเองในเรื่องประสบการณ์ทำงาน
รวมไปถึงครอบครัวที่กำลังเริ่มขยายกิจการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์
ไปยังต่างประเทศทำให้ขาดคน
ดังนั้นเขาจึงได้กลับมาทำงานในบริษัทของครอบครัวเขาโดยอยู่ฝ่ายบริหารทั่วไป
และการตลาด
ซึ่งช่วงนั้นราคาอาหารสัตว์ได้ตกต่ำลงเนื่องจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและมี
การตัดราคารวมถึงการปลอมปนอาหารสัตว์
ทำให้ไม่สามารถควบคุมคุณภาพของอาหารสัตว์ได้
ดังนั้นถ้าจัดการในด้านนี้ได้ ก็จะสามารถได้ส่วนแบ่งกลับคืนมาพอสมควร
การช่วงเริ่มต้นธุรกิจ
จาก
การที่ต้องเพิ่มหรือควบคุมคุณภาพของอาหารสัตว์ให้ได้นั้น
เขาคิดว่าต้องทำให้เกษตรกรรู้ถึงคุณภาพที่ดีของเขาก่อน
จึงเริ่มผสมและขายอาหารสัตว์สำเร็จรูปที่ถูกบรรจุในซองแทนการขายวัตถุดิบ
อาหารสัตว์เพียงอย่างเดียว
ซึ่งได้รับการยอมรับถึงคุณภาพที่นำไปเลี้ยงสัตว์แล้วได้สัตว์คุณภาพดีออกมา
ซึ่งการคิดสูตรผสมนี้ได้ถูกพัฒนาตลอดเวลาโดยการนำผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นนัก
วิชาการมาควบคุมดูแลอีกทีด้วย
เมื่อขายได้ดีขึ้นเขาจึงทำการขยายโดยการซื้อเครื่องจักรใหม่ที่มีคุณภาพ
เพื่อผลิตของที่มีคุณภาพ และได้ทำการเปลี่ยนนโยบายการขายจากรับ (
ตั้งร้านขายอยู่กับที่ ) เป็นนโยบายเชิงรุก (
นำเสนอสินค้าขายโดยตรงตามบ้าน ) รวมไปถึงการทำงานที่อดทน
มานะบากบั่นในการขายสินค้าไปยังต่างประเทศด้วย
โดยใช้เส้นทางการจำหน่ายโดยที่พี่ชายและพ่อสร้างไว้ให้
ซึ่งจุดเน้นของเขาคือ การทำให้ลูกค้ามั่นใจในคุณภาพของสินค้า
นอกจากที่เขาจะมีนโยบายเชิงรุกที่ชัดเจนแล้ว เขายังจะพยายามสร้าง Demand
ขึ้นโดยการจัดการประกวดไก่เลี้ยง ซึ่งจะได้รางวัลต้องเป็นตัวใหญ่ (
ที่เลี้ยงด้วยอาหารของ C.P. ) นอกจากทำให้ชาวบ้านเห็นว่าอาหารไก่ของ
C.P.ดีแล้ว ยังเป็นที่ต้องการของคนเลี้ยงเลี้ยงไก่เพื่อล่ารางวัลอีกด้วย
การดำเนินธุรกิจ
ใน
ปี 2510 บ.เจริญโภคภัณฑ์ได้มีการปรับตัวคือได้จัดตั้งบริษัทเพิ่มขึ้นอีก 4
บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับบริษัทแม่
เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีความรู้ความสามารถได้แสดงฝีมือ
และแน่นอนมันช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายรวมได้ทำให้
C.P.ได้ครองส่วนแบ่งตลาดอาหารไก่สำเร็จรูปสูงกว่า 90 %
นอกจากนี้เขายังได้พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งด้วยการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาที่
ซึ่งได้ชื่อว่าเลี้ยงไก่ได้มีประสิทธิภาพที่สุด
เพื่อดูความเป็นไปได้ในการเลี้ยงไก่แบบเป็นอุตสาหกรรม
โดยที่อเมริกาหนึ่งคนสามารถเลี้ยงไกได้เป็นหมื่นตัวในระยะเวลาอันสั้น
ดังนั้นจากคำกล่าวที่ว่า “ เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง “
ทำให้เขามีความคิดที่จะนำไก่สายพันธ์ใหม่เข้ามาปรับเลี้ยงในประเทศไทย
จากการต่อรองอย่างบากบั่นในที่สุดเขาก็สามารถเป็นตัวแทนจำหน่ายไก่พันธุ์
อาร์เบอร์ เอเคอร์สในประเทศไทย โดยร่วมทุนกับบริษัทแม่ในอเมริกา
เพื่อก่อให้เกิดธุรกิจการเกษตรต่อเนื่องแบบครบวงจร
เมื่อได้ไก่พันธ์ดีมาแล้วเขาก็เน้นพัฒนาพันธุกรรม
เพื่อปรับให้เข้ากับประเทศเขตร้อน
แน่นอนว่าการร่วมทุนครั้งนี้ประสบความสำเร็จเพราะ
C.P.สามารถขายไก่ได้มากและได้ร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีในการเลี้ยงไก่
แน่
นอนว่าผู้ซื้อที่ดีจะส่งผลดีต่อผู้ขายด้วย
ดังนี้เองนายธนินท์จึงได้ตั้งโครงการช่วยเหลือเกษตรกร และร่วมกันทำ “
ฟาร์มข้อตกลง ( Contract Farming ) “ คือทาง C.P.
จะเป็นผู้จัดหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่ให้ รวมไปถึงอาหารสัตว์ ยารักษาโรค
และคำแนะนำอย่างใกล้ชิด
โดยเกษตรกรจะมีรายได้ตามจำนวนสัตว์ที่เลี้ยงหรือตามน้ำหนักของสัตว์ที่
เลี้ยง โดยบริษัทจะแบกรับความเสี่ยงไว้เอง
ในช่วงแรกไม่ค่อยมีเกษตรกรกล้าเนื่องจากไม่แน่ใจ
แต่เมื่อมีคนประสบความสำเร็จก็ได้มีการแห่ไปเป็นสมาชิกจำนวนมาก
ซึ่งโครงการนี้สามารถทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าการเลี้ยงกัน
เองอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว
แน่นอนว่าความรู้บางส่วนมาจากการวิจัยร่วมกับอเมริกา
แต่บางส่วนก็ต้องยอมรับกับเกษตรกรผู้ใกล้ชิดกับไก่ที่สุด
และนำความคิดนั้นมาพิสูจน์เมื่อเป็นจริงก็ให้ดำเนินไปตามนั้น เช่น
การไล่ไก่ให้กระพือปีกทุกชั่วโมงทำให้ไก่แข็งแรงและหิว
ซึ่งทำให้กินอาหารได้มากและโตเร็ว
รวมไปถึงการหลอกไก่ให้ออกไข่ตลอดปีโดยการใช้แสงไฟช่วย เป็นต้น
แน่นอนว่าการทำวิธีนี้ทำให้ C.P.
สามารถควบคุมต้นทุนได้ค่อนข้างแน่นอนและสู้ในตลาดโลกได้อย่างเต็มที่จน
กระทั่งได้เป็น 1 ใน 5 ผู้ส่งออกไก่ของโลก
โดยส่งออกในรูปไก่สดแช่แข็งเป็นหลัก
จากความต้องการอาหารสัตว์ที่มาก
ขึ้นทั้งในเอเชียและทั่วโลก ทำให้ C.P. ต้องทำการขยายไปต่างประเทศ
และอินโดนิเชียคือประเทศแรกที่ได้ไปลงทุน
เนื่องจากวัตถุดิบที่หาง่ายราคาถูก อีกทั้งมีกำลังซื้อจากประชากรที่มาก
ต่อจากนั้นก็ได้ขยายโรงงานในประเทศอีกทั้ง ๆ
ที่มีปัญหาการเมืองขึ้นในประเทศไทย แต่กลับกลายเป็นโอกาสให้ C.P.
ได้กลายเป็นเจ้าเดียวที่ขายอาหารสัตว์ในประเทศโดยเป็นไปตามหลัก “
รุกเมื่อผู้อื่นถอย ย่อมเป็นผลดีกว่าถอยเมื่อผู้อื่นรุก “
และสามารถส่งออกได้ในปีต่อมา
หลังจากนั้นเขาก็ได้สยสยปีโดยการออกไปตั้งโรงงานอาหารสัตว์อีกทั่วโลก
ทั้งในไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง เบลเยี่ยม โปรตุเกส ตุรกี เป็นต้น
เนื่อง
จากธุรกิจที่มีมาก ดังนั้นเขาจึงตั้งบริษัท Holding Company
ซึ่งเป็นบริษัทแม่เรียกชื่อว่า บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
เพื่อเป็นศูนย์กลางของการบริหาร ในปี 2521
ซึ่งในขณะนั้นมีตัวแทนจำหน่ายมากว่า 100 แห่งใน 13 ประเทศทั่วโลก และในปี
2531 ได้ร่วมมือกับบริษัท เอสเอชวี โอลดิ้ง
ตั้งศูนย์การค้าส่งขึ้นเรียกว่า แมคโคร หลังจากนั้นได้ซื้อลิขสิทธิ์ 7-11
ซึ่งเป็นแฟรนด์ไชน์ จากอเมริกา พร้อมยังจัดตั้ง Discount Stroe
เพิ่มอีกด้วย
การที่ได้ร่วมทุนรวมทั้งซื้อแฟรนด์ไชน์ในครั้งนี้เพื่อเป็นการปูพื้นฐานใน
การหาช่องทางในการจัดจำหน่ายสินค้าไปทั่วโลกอีกด้วย
ต่อมาในปี 2533
ได้ทำ Project ใหญ่โดยร่วมกับ ไนแนกซ์ แห่งอเมริกาจัดตั้งบริษัท
เทเลคอมเอเชีย คอร์ปอเรชั่น โดยรับผิดชอบโทรศัพท์ 2 ล้านเลขหมาย และในปี
2536 ได้ร่วมกับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยและบริษัทปิโตรเคมีจีน
ในการตั้งสถานีน้ำมัน PA ( ปิโตรเอเชีย ) อีกด้วย
แม้ว่าจะมีธุรกิจทั้วโลกแต่ธนินท์ได้ลงทุนในประเทศไทยมากที่สุด คือประมาณ
70 % เนื่องจากเป็นประเทศที่เป็นรากฐานของ CP
แน่นอนว่าการขยายงานอย่างรวดเร็วต้องการผู้มีความสามารถมาบริหาร
ดังนั้นเพื่อความมั่นคงในกิจการที่ตั้งขึ้นมานั้น CP
ได้จ้างผู้บริหารที่มีความสามารถที่ไม่ใช่คนในครอบครัวมาทำงานแบบกระจาย
ศูนย์ ซึ่งไม่ใช่ปกติวิสัยของกิจการแบบครอบครัว
เนื่องจากบริษัทต้องดำเนินได้ดีต้องมีการบริหารที่ดีและต้องรักและให้
เกียรติเขาเสมือนครอบครัวของเรา
ดังนั้นแม้ว่าคนที่เก่งคนนั้นจะไม่ใช่ญาติแต่ถ้ามีความสามารถและทำงานและ
เข้าใจถึงวัฒนธรรมองค์กรมานาน ก็มีสิทธิเป็นใหญ่ได้เสมอตามระบบอาวุโส
การที่ไม่เอาลูกหลานมาทำงานได้ตั้งแต่แรกนั้น
คุณธนินท์ได้กล่าวว่า “ ความมั่งคั่งจะอยู่ได้ไม่เกิน 3 ชั่วอายุคน “
เพราะรุ่นที่ 1 ลำบาก รุ่นที่ 2 ดีขึ้น และรุ่นที่ 3
ก็สบายแล้วไม่ดิ้นรนทำให้ดีขึ้น
ดังนั้นเพื่อป้องกันเราจึงต้องจ้างบุคคลภายนอกผู้ซึ่งกระตือรือร้นมากกว่า
มาทำงานให้ “
แต่สำหรับลูกหลานที่เก่งก็ต้องให้พิสูจน์ตัวเองโดยไปทำงานข้างนอกมาก่อน
ถ้ามีความสามารถจริง ๆ จึงรับกลับเข้ามาทำงาน
สำหรับการลงทุนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนนั้น
ที่ทั่วโลกกล่าวขานถึง CP อย่างยิ่งใหญ่ในเมืองจีนนั้น
เริ่มขึ้นมานานตั้งแต่รุ่นพ่อของเขา ( เจี่ยเอ็กชอ )
ปูพื้นเอาไว้แล้วโดยเป็นการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผัก
แต่ทำได้ไม่มากนักเนื่องจากจีนปิดประเทศ แต่เมื่อปี 2521
จีนภายใต้การนำของเติ้ง เสี่ยว ผิง
ได้ปฏิรูปเศรษฐกิจโดยผ่อนปรนให้มีระบบกลไกตลาด
หรือที่เรียกกันทั่วไปของนโยบายนี้ว่า “ หนึ่งประเทศสองระบบ “
คือจัดเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อรองรับชาวต่างประเทศ
โดยเฉพาะชาวจีนโพ้นทะเลที่กลับมาสร้างประโยชน์ให้แก่แผ่นดินแม่
เข้ามาลงทุน
แต่ในช่วงแรกที่เปิดประเทศนั้นยังไม่ค่อยกล้ามีใครเข้าไปลงทุนมากนัก
แต่กลุ่ม CP ได้เป็นกลุ่มทุนแรกที่กล้าบุกเบิกดำเนินธุรกิจ
แม้ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของจีนในขณะนั้นยังล้าหลังอยู่มากก็ตาม
เนื่องจากคุณธนินนท์ได้เล็งเห็นถึงวัตถุดิบที่มีมากในจีน
และจำนวนประชากรที่มากกว่า 1,200 ล้านคนที่สามารถเป็นลูกค้าเราได้ในอนาคต
โดยการเริ่มร่วมลงทุนกับวิสาหกิจของจีนที่อยู่ตามมณฑลต่าง ๆ
เช่นมณฑลเสฉวนและเซี่ยงไฮ้ ในการตั้งบริษัทดำเนินธุรกิจไก่ครบวงจร
และได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องอย่างเรื่อยมา จนกระทั่งในปี 2538
ได้ขยายโรงงานอาหารสัตว์ถึง 57 โรงตั้งอยู่ใน 50 เมือง 26 มณฑล ( จาก 30
มณฑล )
ในการทำกิจการในเมืองจีนนอกจากกิจการด้านธุรกิจการเกษตรแล้ว
เขายังได้เล็งเห็นโอกาสที่ทางจีนได้เปลี่ยนแปลงผ่อนปรนการค้า
และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าด้วยกัน
ด้วยการเห็นถึงระบบใหม่สามารถให้คนจีนที่ทำงานมีผลผลิตเกินมาตรฐานสามารถนำ
มาขายได้
และสิ่งที่ต้องการของประชากรที่มีเงินเหลือจากการขายของก็จะมองถึงความสะดวก
ในการขนส่ง โดยที่ต้องดีกว่าจักรยานของเก่าและราคาไม่แพง ดังนั้น CP
ขึงร่วมมือกับ HONDA ของญี่ปุ่นร่วมกันจัดตั้งธุรกิจการทำมอเตอร์ไซค์
ขายในประเทศจีนในปี 2528 ปรากฎว่าเป็นที่นิยมและแพร่หลายมากในจีน
นอกจากนี้ยังร่วมกับ เอ็มไทย กรุ๊ป และธนาคารกสิกรไทย เปิดธนาคาร
ที.เอ็ม.อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนไทยในจีน
และนักลงทุนจีนในไทยด้วย และยังรวมไปถึงการลงทุนในด้านต่าง ๆ
อีกมากมายเช่น เครื่องสำอาง พัฒนาที่ดิน การค้าส่ง และ Discount
Storeในประเทศจีนด้วย
ซึ่งกว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ เช่น
ด้านการคมนาคมที่แย่ ระบบสาธารณูปโภคที่ไม่เพียงพอ
รวมไปถึงคุณภาพของแรงงานที่ต่ำด้วย
แต่ก็เป็นข้อดีของเราคือคู่แข่งรายอื่นไม่กล้าเข้ามาลงทุนในช่วงแรกทำให้เรา
ได้โอกาส โดยการทำงานนั้นได้ยึดหลัก สามต้องสองอย่า คือ
ต้องเสนอเทคโนโลยีที่จีนต้องการ ต้องคิดถึงฐานะผู้ลงทุน
และต้องลงทุนระยะยาว ส่วนสองอย่านั้นก็คือ อย่าหวังกอบโกยผลกำไร
และอย่าหวังจับเสือมือเปล่า
สำหรับการเป็นนักบริหารหรือเจ้าของที่ดีนั้น นอกจากจะมีความอดทน ซื่อสัตย์
ความกล้าและการใฝ่หาความรู้และเทคโนโลยีที่ดีกว่าเสมอ ๆ แล้ว
ยังต้องรู้จักคนและเลือกใช้คนด้วย
แน่นอนว่าเราต้องดูแลเขาเป็นอย่างดีเหมือนคนในครอบครัว
แต่การเรียนรู้นั้นต้องมองลึกลงไปอีกว่า
จุดอ่อนหรือจุดแข็งของเขาเป็นอย่างไร
รวมถึงขีดความสามารถของเขาเพื่อมอบและกำหนดงานให้แก่บุคคลแต่ละคนได้อย่าง
ถูกต้อง ซึ่งจะตรงกับความหมายที่ว่า “
ใช้คนได้เหมาะกับงานและใช้งานได้เหมาะกับคน “
โดยการสร้างคนนั้นต้องเริ่มจากการคัดเลือกโดยดูตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยแล้ว
เสนองานให้ มาผ่านการฝึกฝน จัดเวทีให้เล่น
และเปิดโอกาสตั้งบริษัทให้เขารับผิดชอบ
โดยคนคนนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นคนเรียนเก่งเพราะจะผยอง
แต่กลับชอบคนที่เรียนปานกลางแต่อยากจะพัฒนาตัวเองให้เก่งมาฝึกมากกว่า
การมองธุรกิจเพื่อให้เจริญเติบโตได้ยาวนานนั้นผู้บริหารระดับสูงไม่ควรมอง
แต่จุดด้อยคนอื่นแล้วนำมาเทียบกับจุดเด่นของตนเอง
หากแต่มองจุดเด่นของเขาแล้วนำมาพัฒนาตัวเองอย่างมีประโยชน์
ดังนั้นคุณธนนินท์คิดว่า
กุญแจที่สำคัญสำหรับการสืบให้กิจการอยู่ต่อไปนั้นอยู่ที่ปรัชญาดังนี้คือ
1. สร้างบุคลลากรขึ้นมารองรับ
2. ใช้บุคคลภายนอกที่มีประสบการณ์และความรับผิดชอบมาบริหาร
3. ไม่นำบุตรหลานเข้าไปทำงานของกิจการ
4. ไม่อนุญาตให้นำสะใภ้เข้ามาเกี่ยวข้องในกิจการ
5. การวางมือต้องทำในเวลาอันควร ไม่เร็วหรือช้าเกินไป
การ
ที่ผู้บริหารคิดถึงผลประโยชน์ของลูกค้าเหนือสิ่งอื่นใด
โดยการเข้าไปให้ความรู้และเทคโนโลยี
เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ยากไร้
และการมีวิสัยทัศน์อันกว้างไกลในการเห็นและกล้าที่จะทำการดำเนินธุรกิจอื่น
ผสมผสานทั้งในด้านศาสตร์และศิลป์อย่างลงตัวในคนเดียวกัน
ผู้ที่ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะประเทศเกษตรกรรมที่ยิ่ง
ใหญ่ ท่านผู้นั้นก็คือ ธนินท์ เจียรวนนท์